พระพุทธศาสนาในทักขิณาบถ

(อินเดียภาคใต้)

 

 ทักขิณาบถ หรือ ทักษิณาบถ เดิมหมายถึง ถนนมุ่งตรงไปทางทิศใต้. ณ ที่สุดแห่งถนนสายนี้ ได้แก่ดินแดน ที่อยู่เหนือฝั่งทั้งสอง ของแม่น้ำโคธาวารี สรุปแล้ว ทักขิณาบถ หมายถึงภูมิภาค ตอนใต้ของอินเดีย ทั้งหมด.

 

พระพุทธศาสนาในทักขิณาบถ ในสมัยพุทธกาล

เรื่องพราหมณ์พาวร ซึ่งตั้งอาศรม อยู่ริมฝั่งแม่น้ำ โคธาวารี ได้ส่งศิษย์ของตน ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ณ เมืองราชคฤห์นั้น แสดงว่าพระพุทธศาสนา ได้แพร่หลายไปทั่ว ทางภาคใต้ของอินเดียแล้ว ตั้งแต่ในสมัยพุทธกาล.

 

พระพุทธศาสนาในทักขิณาบถ สมัยหลังพุทธกาล

หลังจาก การทำสังคายนาครั้งที่ 2 ที่เวสาลี ประมาณ พ.ศ. 100 แล้ว, พระพุทธศาสนา นิกายมหาสังฆิกะ ก็ได้เผยแพร่ เข้าไปสู่อินเดียภาคใต้.

 

พระพุทธศาสนานิกายต่างๆ ในอินเดียภาคใต้

ศิลาจารึกบางแห่ง มีการกล่าวถึง พระพุทธศาสนา นิกายต่างๆ ที่ได้เผยแพร่ เข้าไปยังอินเดียภาคใต้ อันเป็นสาขา ของนิกายสังฆิกะ (ซึ่งตั้งมั่น อยู่ที่ไพศาลี และปาฏลีบุตร) เช่น นิกายสิทธัตถิกะ นิกายพหุสสุติยะ นิกายราชคิริกะ นิกายเสละ (ปูรวไศละ และ อปรไศละ) และนิกายอารยสังฆะ ได้ตั้งมั่นอยู่ใน อานธรประเทศ 

ส่วนนิกายย่อย ของเถรวาท มีเพียงนิกายเดียวเท่านั้น ที่ก่อตัว และเจริญงอกงาม ในอานธรประเทศ คือ นิกายมหีสาสกะ.

 

พระธรรมทูตของพระเจ้าอโศกที่ส่งไปอินเดียภาคใต้

ในราวพุทธศตวรรษที่ 3 พระเจ้าอโศก ได้ส่งพระธรรมทูต  คือท่านมหาเทวะ ไปยังมหิงสมัณฑละ และพระรักขิตะ ไปยังวนวาสีประเทศ ซึ่งดินแดนทั้งสองนี้ ล้วนอยู่ในอินเดีย ภาคใต้ทั้งสิ้น. 

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ ของคณะพระธรรมทูต ในครั้งนี้คือ การทำให้มหาชน ทางภาคใต้ ได้ยอมรับนับถือ พระพุทธศาสนาไว้ในชีวิต.

จากศิลาจารึก ของพระเจ้าอโศก กล่าวต่อไปอีกว่า พระองค์ได้ทรงตั้งโรงพยาบาล สำหรับมนุษย์ และสัตว์เดรัจฉานไว ้ให้แก่รัฐเพื่อนบ้าน หลายรัฐ เช่น รัฐโจละ ปาณฑยะ สัตยปุตะ เกราลปุตะ และตามพปัณณิด้วย.  

จากศิลาจารึกนี้เอง ทำให้ทราบต่อไปว่า พระราชอาณาจักรธรรมวิชัย ของพระเจ้าอโศก ได้แผ่ปกคลุมไป จนถึงชายแดนภาคใต้ ของอินเดีย อันเป็นที่ตั้งของ รัฐโจละ ปาณฑยะ และในอาณาจักร ระหว่าง อานธระ กับ ปาลิทะ (ปุลินทะ) เป็นต้น.

 

พระพุทธศาสนาในอินเดียภาคใต้ สมัยหลังพระเจ้าอโศก

ครั้นต่อมา ประมาณ พ.ศ. 343 จากศิลาจารึก บนหีบศพแห่งภัตติโปรลู ได้บันทึก ถึงการจัดเตรียมหีบศพ และผอบสำหรับ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และอัฐิของ พระสมณะ แห่งสุวรรณมหา ซึ่งมีส่วนร่วมที่สำคัญ ในกิจการนี้.

ในบรรดาพระภิกษุ ที่มีชื่อเสียง ซึ่งไปร่วมพิธี ถวายมหาเจดีย์วิหาร ที่อนุราธปุระ ในลังกา ในรัชสมัยแห่ง พระเจ้าทุฏฐคามณีอภัย เมื่อ พ.ศ. 343. ในครั้งนั้น มีพระจันทรคุตตะมหาเถระ ซึ่งเป็นชาววนวาสี ส่วนพระมหา เทวะมหาเถระ เป็นชาวปัลลวาโภคคะ ก็ล้วนอยู่ในถิ่น อินเดียภาคใต้.

 

พระพุทธศาสนา ในลัทธิมหายาน ในอินเดียภาคใต้

ในกาลต่อมา พระพุทธศาสนา ในลัทธิมหายานรุ่นหลัง ก็ได้ตั้งมั่น อยู่ทั่วไป ในอินเดียภาคใต้ และเจริญรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ.

พระพุทธศาสนา นิกายมหายาน ได้เริ่มก่อตัวขึ้น ที่อานธรประเทศ. ข้อความใน อัศฏสาหสฤกา ปรัชญาปารมิตา มีอยู่ตอนหนึ่งว่า “พระพุทธศาสนา นิกายมหายาน จะก่อตัวขึ้น ที่ทักขิณาบถ แล้วแพร่หลาย ไปยังประเทศ ทางตะวันออก และได้ตั้งมั่นรุ่งเรือง ในประเทศ ทางภาคเหนือ”

 

พระพุทธศาสนาในอินเดียภาคใต้ ในพุทธศตวรรษที่7-9

เมื่อสิ้น ราชวงศ์สาตวาหนะ ประมุขแห่ง ราชวงศ์อิกษวาก ก็ปกครอง ราชสมบัติ ตั้งแต่ พ.ศ.743 เป็นต้นมา จนถึงปลาย พุทธศตวรรษที่ 9. ในระหว่างสมัยนี้ กิจการคณะสงฆ์ ในอานธรประเทศ ได้เจริญถึงขีดสุดยอด มีวัด และสถูปขนาดใหญ่มหึมา มีการแกะสลักหิน ลวดลายอย่างวิจิตร และสร้างด้วย ฝีมืออันประณีต มีอยู่ทั่วไป ในอานธรประเทศ 

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนา ได้รับการอุปถัมภ์จาก พระมหากษัตริย์ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ เป็นอย่างดี.

พระมหากษัตริย์องค์แรก แห่งราชวงศ์อิกษวากุนี้ ทรงพระนามว่า พระเจ้าวาศิษฐิ ปุตระ ศรีศานตมูลมหาราช (ครองราชย์ ในระหว่าง พ.ศ.743-761) ทรงเป็นพราหมณ์ศาสนิก 

 

พระพุทธศาสนาในยุคแห่ง พระเจ้าศรีวีรบุรุษทัตตะ

แต่พระราชโอรส ที่ทรงพระนามว่า มาธริปุตระ ศรีวีรบุรุษทัตตะ (พ.ศ.761-782) ทรงเป็นพุทธศาสนิก ที่เคร่งครัด. แม้จะไม่มีหลักฐาน ทางประวัติศาสตร์ และโบราณคดีว่า ได้ทรงเปลี่ยนศาสนา จากพราหมณ์ เป็นศาสนาพุทธก็ตาม 

แต่การที่เจ้าหญิง และพระญาติ ในราชตระกูล ได้สร้างถาวรวัตถุ ในพระพุทธศาสนา หลายแห่ง เช่น มหาเจดีย์ที่ศรีปรวตา มหาวิหารหลายแห่ง เรือนยอด (เจติยคฤหาส) ศาลาสี่มุข (จตุศาลา) มณฑปหลายแห่ง เป็นต้น. 

ผู้ที่เป็นศาสนู ปถัมภิกา ที่สำคัญ ในจำนวนนี้ก็มี เจ้าหญิงมหาตลวารี, มหาเสนปัตนี, มหาทานปัตนี, ศานติ ศรี ซึ่งเป็นพระมาตุลานี และพระราชมารดา แห่งมเหสีของ พระเจ้าศรีวีรบุรุษ ทัตตะ.

พระนามของเจ้าหญิง พระองค์นี้ ได้ถูกอ้างถึง ในศิลาจารึกแห่งอายกะ ขัมภะ (เสา) ที่มหาเจดีย์ เมืองศรีปรวตา ในฐานะที่พระนาง เป็นผู้มีพระทัยเผื่อแผ่ และประกอบการกุศลเสมอๆ.

และศิลาจารึก แห่งอายกะหลักหนึ่ง มีข้อความว่า “ในปีที่ 6 แห่งรัชสมัย พระเจ้าศรีวีรบุรุษทัตตะ พระนางได้ทรงสร้าง มหาเจดีย์ขึ้นใหม่ (งานก่อสร้าง ได้รับคำแนะนำจาก พระภทันตอาจารย์ อานันทะ ผู้เป็นวิศวกร) และได้ทรงสร้าง มหาวิหารที่ศรีปรวตา นอกจากนี้ยังได้สร้าง อายกขัมภะ ประจำทิศทั้งสี่”

พระนางศานติ ศรี ได้ทรงสร้างเรือนยอด (เจติยคฤหาส) วิหาร (วัด) ศิลามณฑป ศาลาสี่มุข เพื่อประโยชน์แก่อาจารย์ แห่งคณะสงฆ์ ในศรีปารวตา 

นอกจากนี้ พระนางยังได้ทรงสร้าง ศิลามณฑปขึ้น ที่ใกล้ฐานมหาเจดีย์ อุทิศแก่พระสงฆ์อาจารย์ แห่งอปรมหาวินเสลิยะ และถัดไปอีก 3 ปี พระนางได้ทรงสร้างเรือนยอด ซึ่งมีวิหารคต ล้อมรอบ ไปจดตัวเรือนยอด ทางทิศตะวันตก ณ ที่ใกล้ประตูเมือง ศรีปารวตา.

นอกจากนี้ พระนางและสตรีอื่นๆ เช่น พระนางมหาตลวารี  อาทวี ศานติ ศรี ซึ่งเป็นพระภคินี ของพระเจ้าศรีวีรบุรุษทัตตะ ได้ทรงสร้างเสาศิลาอายกะ ณ ทิศใต้แห่งมหาเจดีย์ และก็ยังมีเสาศิลาอื่นๆอีก ซึ่งสร้างขึ้นโดย พระนาง มหาเสนาปัตนิ จูล ศานติ สิริณิกา ซึ่งเป็นเจ้าหญิง แห่งกุลหกะ และเป็นพระชายา ของมหาเสนปติ วาศิษฐิปุระ.

พระบรมราชินี แห่งพระเจ้าศรีวีรบุรุษทัตตะ ได้สร้างหลัก ศิลาจารึกขึ้น 2 หลัก ประดิษฐานไว้ ณ ทิศตะวันตก แห่งมหาเจดีย์ และมเหสีรอง แห่งมหาตลวารี ศานติ ศรี แห่งปถคิยะ ก็ได้สร้างหลักศิลาอายกะ ไว้ในทิศตะวันตกแห่งวิหาร.

และสตรีอีกท่านหนึ่งคือ มหาเทวีรุทรธาราภัฏฏาริกา ซึ่งเป็นธิดา แห่งมหาราชาจากอุชเชนี ได้ใช้จ่ายทรัพย์ไปถึง 170 เหรียญทองคำ เพื่อสร้างเสาศิลาจารึก 

สตรีเหล่านี้ ได้สร้างกุศล นานาประการ โดยมีปณิธาน ที่จะได้รับความสุข ในโลกทั้งสอง และบรรลุถึง อมตมหานิพพาน.

 

อุบาสิกาโพธิศรี สังฆอุปัฏถัมภิกา

สตรีอีกท่านหนึ่ง ที่ล้ำหน้ากว่าสตรีใดๆ ที่กล่าวนามมาแล้ว คือ อุบาสิกาโพธิศรี มหาเศรษฐีแห่งวิชัยบุรี (นาคารชุณิ โกณฑา) ในรัชสมัยแห่ง พระเจ้าศรีวีรบุรุษทัตตะ นางได้เป็นสังฆอุปัฏถัมภิกา บำรุงพระคณาจารย์ และพระสงฆ์แห่งลังกา ที่ได้กลับใจชาวกัษมีระ คันธาระ จีน และชาวเกาะต่างๆ หลายแห่ง ให้หันมานับถือ พระพุทธศาสนา ณ ศรีปารวตาวิหาร ซึ่งอยู่บน จูฬธรรมคีรี ทิศตะวันออก แห่งวิชัยบุรี.

และอุบาสิกาท่านนี้ ยังได้สร้างโบสถ์ ปูพื้นห้องด้วย กระเบื้องศิลาแลง มีสถูปที่บูชา พร้อมทั้งสิ่งจำเป็นทุกอย่าง อุทิศส่วนกุศล ให้แก่ญาติ และสมาชิก แห่งครอบครัวของนาง.

นอกจากนี้ยังได้สร้าง เรือนยอด อันมีลักษณะเช่นเดียวกัน กับเจดีย์ข้างในไว้ ณ กุลหวิหาร และได้สร้างฐานโพธิ์ ที่สิงหลวิหาร ถ้ำที่มหาธรรมคีรี, สร้างมณฑปขัมภะ (เสามณฑป) ที่มหาวิหาร, สร้างศาลา โรงธรรมที่เทวคีรี, สร้างอ่างเก็บน้ำระเบียง และมณฑป ที่วัดปูวเสละ, สร้างคูหา 3 แห่ง ที่หิรุมุธวะ, สร้างคูหา 7 แห่งที่ปาปิละ และสร้างมณฑปหิน ที่บุปผาคีรี สิ่งก่อสร้างทั้งหมดนี้ นางได้อุทิศ เป็นสาธารณูปโภค แก่พระอรหันต์ และผู้แสวงบุญโดยทั่วไป.

ในการสร้างสิ่งต่างๆนี้ นางได้รับคำแนะนำ ช่วยเหลือจาก พระภิกษุสถาปนิก ที่สำคัญ คือ พระจันทมุขเถระ พระธรรมนันทิเถระ และพระนาคเถระ.

ศิลาจารึก 2 ชุดในสมัย พระเจ้าศรีวีรบุรุษทัตตะ ซึ่งขุดพบที่ ชัคเคยย เปฏะ และที่รามเรททิปัลลี ได้กล่าวถึง การก่อสร้างอนุสาวรีย์ ในที่ต่างๆในที่นั้นด้วย. จะเห็นได้ว่า ในสมัยนั้น พระพุทธศาสนา ได้เจริญรุ่งเรืองมาก และในราว พุทธศตวรรษที่ 7 พระพุทธศาสนา ได้เป็นที่ยอมรับกัน อย่างกว้างขวาง ในทักขิณาบถแล้ว.

 

พระพุทธศาสนาในกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์อิกษวากุ

เมื่อสิ้นรัชสมัยของ พระเจ้าศรีวีรบุรุษทัตตะแล้ว พระราชโอรส ของพระองค์ ซึ่งทรงพระนามว่า วาศิษฐิปุตระ ศรีพหุพล ศานตมูล ทรงครอบครอง อาณาจักรอานธรประเทศ 

ศิลาจารึก ที่เขียนขึ้นในสมัยนี้ ทั้ง 2 ชุด ก็พิสูจน์ให้เห็นได้ว่า เจ้าหญิงในราชตระกูล หลายพระองค์ ได้ทรงอุปถัมภ์ค้ำจุน พระสงฆ์ ในพระพุทธศาสนา, มีบันทึกการสร้างวัด สถูป เรือนยอด และมณฑป พร้อมทั้งเครื่องประดับ ของพระราชินี มหาเทวีวาศิษฐีภัตติเทวี แล้วถวายแด่ พระคณาจารย์แห่ง นิกายพหุสสุติยะ.

ศิลาจารึกชุดที่ 2 ได้บันทึกว่า มหาเทวีโกทาพลี ศร พระขนิษฐภคินี แห่งจักรพรรดิศรีพหุพล ศานตมูล และพระราชินี แห่งมหาราชา แห่งวนวาสิก ได้สร้างวิหาร, เสาศิลาอายกะที่เจดีย์ พร้อมทั้งเรือนยอด มณฑป และศาลาสี่มุข (จตุศาลา) แล้วอุทิศแด่ พระสงฆ์ใน นิกายมหีสาสกะ.(หินยาน)

พระเจ้าศรีพหุพล ศานตมูล ครองราชย์มาจนถึง พ.ศ. 795 หลังจากนั้น ราชวงศ์อิกษวากุ และพระสงฆ์ แห่งพระพุทธศาสนา ต้องได้รับความกระทบ กระเทือน ครั้งใหญ่ เนื่องจากการรุกราน ของชาวปัลลวะ ซึ่งเป็นฮินดู.

 

พระพุทธศาสนาซบเซาลง

ศตวรรษต่อๆมา พระพุทธศาสนา ในรัฐเกรลา ก็มีคนนับถือน้อยลงๆ ตามลำดับ. เมื่อสิ้นพระราชวงศ์ อิกษวากุแล้ว พระพุทธศาสนา ก็ไม่ได้รับ พระบรมราชูปถัมภ์ เหมือนแต่ก่อน ประกอบทั้งมีคู่แข่งที่สำคัญ คือลัทธิวิศณุ และ เวทิกพราหมณ์ (ฮินดู) มีอำนาจอิทธิพลสูง ทำให้สังฆมณฑล ในพระพุทธศาสนา ซบเซาลงมาก.

พระพุทธศาสนาในภาคใต้ ในศตวรรษที่ 8-12

หลักฐาน ที่พระเจ้าทโมทรวรมัน แห่งราชวงศ์อานันทะ (ประมาณ พ.ศ. 833-1173) ได้พระราชทาน พระบรมราชานุมัติพิเศษ แก่พระสงฆ์ เป็นการบูชา พระบรมศาสดา แสดงให้เห็นว่า พระพุทธศาสนา ยังมีอิทธิพลเหนือ ราชสำนัก.

ศิลาจารึก ใต้ฐานพระพุทธรูป ที่ค้นพบได้ ที่เมืองชัคเคยยเปฏะ เชื่อกันว่า เป็นศิลาจารึก สมัยพุทธศตวรรษที่ 11-12 ได้อ้างถึงชื่อของ ท่านจันทรประภา ศิษย์ของท่านนาคารชุน ศิลาจารึก ชนิดเดียวกันนี้ ได้ค้นพบที่เมือง รามเรททิปัลลี.

 

พระพุทธศาสนาในอินเดียภาคใต้ สมัยหลวงจีนเฮียงจัง

เมื่อหลวงจีนเฮียงจัง จาริกมาถึง ภาคใต้ของอินเดีย ท่านก็ได้เห็นสถูป และวัดหลายแห่ง อันเป็นศิลปะ สมัยของพระเจ้าอโศก.

จดหมายเหตุ ของหลวงจีนเฮียงจัง ได้บอกถึง สภาพความเสื่อมลงๆ แห่งพระพุทธศาสนา ในอินเดียภาคใต้ ธานยกฏกะ มลกูฏะ อานธระ โจฬะ ท่านได้เล่าว่า “ได้เห็นโบสถ์ เทวรูป นับร้อย และมีนักบวช เป็นจำนวนพัน ต่างจาก พระพุทธศาสนา ที่มีวัดเพียงไม่กี่แห่ง และส่วนใหญ่ ก็อยู่ในสภาพทรุดโทรม 

ยังมีศูนย์กลาง พระพุทธศาสนา อยู่ไม่กี่แห่ง เช่น กาญจิปุระ และ โกณกนปุระ ซึ่งพระพุทธศาสนา ยังอยู่ในสภาพที่เจริญ”

ในพุทธศตวรรษที่ 13 เชื่อกันว่า พระเจ้า สรอง ตสัน คัมโป ได้อัญเชิญพระรูป ของพระอวโลกิเตศวร โพธิสัตว์ ซึ่งมี 11 พักตร์ ไปจากอินเดียภาคใต้ ไปประดิษฐาน ยังภาคเหนือ ซึ่งท่าน ราหุล สางกริตยายณะ ให้ทัศนะว่า 

“บรรยากาศ แห่งความเชื่อถือ อภินิหาร และการปฏิบัติ อย่างลึกลับในธิเบตนี้ เป็นผลสืบเนื่องมาจาก การถ่ายทอดจาก ลัทธิวัชรญาณ ในอินเดียภาคใต้”

นิกายวัชรญาณ เป็นนิกาย วัชรปารวตะ และนิกายนี้เอง ที่ท่านราหุล สางกริตยายณะ เรียกเป็น ศรีปารวตะ.

 

พระพุทธศาสนาในภาคใต้ ในศตวรรษที่ 15

ที่เมืองศรีปารวตา และที่ตำบลใกล้เคียงกัน ยังคงเป็นศูนย์กลาง ของพระพุทธศาสนา นิกายตันตร จนกระทั่งถึง พุทธศตวรรษที่ 15.

ศิลาจารึกเพลุระ แห่งชัยสิงห์ที่ 3 (พ.ศ. 1564) ได้บันทึกถึงการที่ พระนางอักกเทวี พระกนิษฐภคินี ของพระกษัตริย์ ได้ทรงเข้าร่วมพิธี บำเพ็ญกุศล ในศาสนาเชน ศาสนาพุทธ ลัทธิวิศณุนิยม ลัทธิศิวนิยม ได้บันทึกถึง ความปนเปกัน ระหว่างศาสนาต่างๆ.

ในปีที่ 20 แห่งการครองราชย์ ของพระเจ้ากุโลตตุงคะ ได้มีการบันทึกว่า “พระองค์ได้ทรงอุทิศ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง ให้เป็นสมบัติของวัด”

 

พระพุทธศาสนาในภาคใต้ ในศตวรรษที่ 16

ศิลาจารึกที่อมราวดี ในชุดหนึ่งกล่าวว่า สิงหวรมัน ประมุขแห่ง ชาวปัลลวะ หลังจากได้ชัยชนะ ในการรบกับรัฐต่างๆ ทางภาคเหนือ ประมาณ พ.ศ. 1643 แล้วก็ได้กลับมายัง ธานยฆาฏ หรือ อมราวดี แล้วได้ประดิษฐาน พระพุทธรูปไว้กับสถูป แล้วประดับตกแต่ง ด้วยเพชร ทอง และเงิน จำนวนมาก.

พระพุทธศาสนาในภาคใต้ ในศตวรรษที่ 17

ส่วนศิลาจารึกอีกชุดหนึ่ง ณ ที่แห่งเดียวกันนี้ ประมาณ พ.ศ. 1725 ได้แสดงให้เห็นว่า พระเจ้าเกตะที่ 2 และพระราชินี ซึ่งแม้จะเป็นศาสนิก ของลัทธิศิวะ แต่ก็ได้พระราชทาน หมู่บ้าน 2 ตำบลให้แก่วัด ในพระพุทธศาสนา และพระราชทาน แกะจำนวนหนึ่ง ให้แก่พระภิกษุสงฆ์ ได้ใช้น้ำมันเนย อันเกิดจากน้ำนมแพะ เหล่านั้น จุดตะเกียงในโบสถ์.

ศิลาจารึกแห่งโหยิสละ พ.ศ.1763 อ้างว่าพระพุทธเจ้า เป็นอวตารองค์ที่ 9 และ พระเจ้านรสิงห์ ได้รับยกย่องว่า เป็นพระพุทธเจ้าด้วย เพราะมีกำลังแห่งโยคะ ของพระองค์.

และศิลาจารึก อีกตอนหนึ่ง ที่เสาต้นหนึ่ง ใน พ.ศ. 1777 บันทึกว่า พระนางพัยยามัมพา ราชินีแห่ง พระเจ้าเกตะที่ 2 ได้ประทานที่ดิน อุทิศถวายแด่พระพุทธเจ้า.

ศิลาจารึกอีก 2 ชุด บอกถึงความยังมีอยู่ แห่งพระพุทธศาสนา ในมณฑลกุนตูร.

พระพุทธศาสนาในภาคใต้ ในศตวรรษที่ 18

ลังคุล คชปติ (พ.ศ. 1780-1825) แห่งโอริสสา ได้สร้างสถูป ทางพระพุทธศาสนาขึ้น ซึ่งอยู่ใกล้กับ วัดสิงหาจลัม ใกล้กับวิสคปัททัม.

มีหลักฐานอีกมากมาย ที่เชื่อได้ว่า พระพุทธศาสนา ยังคงมีอยู่ ในอินเดียภาคใต้นี้ ในพุทธศตวรรษที่ 18. ซากสิ่งก่อสร้าง ทางพระพุทธศาสนา มีอยู่มากมายที่ โกฏปัลลิ ราชมุนทริ และภูเขา ที่อยู่ใกล้เคียง โกรุกุณฑะ ซึ่งคงเป็นศูนย์กลาง แห่งพระพุทธศาสนา จนกระทั่งถึง พุทธศตวรรษที่ 19 แต่หลังจากนั้น ได้กลายเป็นศูนย์กลาง ศาสนาพราหมณ์ ลัทธิวิศณุนิยม และศิวนิยม.

 

พระพุทธศาสนาในภาคใต้ ศตวรรษที่ 19

ในภาพแกะสลักชุด โหยิสละ ในพุทธศตวรรษที่ 19, 20 ปรากฎว่า มีพระพุทธรูป ในที่แห่งพระกฤษณะ. และมีศิลาจารึกว่า มีพระภิกษุ ในพระพุทธศาสนา อาศัยอยู่ในกาญจิปุระ จนกระทั่งในปี พ.ศ.1905

ศิลาจารึก บนแผ่นทองแดงที่ ศรังเครีมัฏฐะ เมื่อ พ.ศ.1923 ในรัชสมัยของ พระเจ้าหริหระที่ 2 ราชวงศ์วิชัยนคร กล่าวว่า  ชาวพุทธได้รับการบีบคั้น อย่างหนัก จากท่านภารัตตีรถะ นักบวชผู้ยิ่งใหญ่ แห่งนิกายอไทวต.

ศิลาจารึกแห่งศรวนะ เบลโคล หมายเลข 254 ใน พ.ศ. 1941 อันเป็นของนักบวชเชน ได้กล่าวถึง การที่มีคนด่า และประพฤติผิด ต่อพระพุทธศาสนานั้น แสดงถึงการที่ อภินวะ ปัณฑิตเทพ ศิษย์ของ สิงหาจาริยะ ได้รับความสำเร็จ อย่างใหญ่หลวง เหนือกว่านักวาทศิลป์ ชาวพุทธ.

 

พระพุทธศาสนาในภาคใต้ ในศตวรรษที่ 20-21

ศิลาจารึกแห่งติปตุระในพ.ศ. 2076 กล่าวถึงอาณาเขต แห่งประเทศเตเลคุ ในชายแดน ทิศตะวันตกเฉียงใต้ว่า มีเมืองพระพุทธศาสนา ที่สำคัญชื่อ กลาวดี.

ศิลาจารึก แห่งกุมภโกนัม ประมาณ พ.ศ. 2123 ได้กล่าวถึง วัดพระพุทธศาสนาที่ ติรุวิลันทุไร ในตันโจ และพระเจ้าเสพวัปปนายก ได้พระราชทานที่ดิน เพื่อเป็นมูลค่า ซ่อมวัดพระพุทธศาสนา.

 

พระพุทธศาสนา ในอินเดียภาคใต้ สูญหายไปช้ากว่าที่อื่นๆ

การที่พระพุทธศาสนา ยังไม่ดับสูญโดยสิ้นเชิง ในอินเดียตอนใต้ แม้ในพุทธศตวรรษที่ 22 นั้น มีหลักฐานรับรองคือ ในพุทธศตวรรษที่ 22 ตารนาถ นักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า พระพุทธศาสนา ยังไม่ดับไปจากอินเดีย แม้ภายหลังจาก มุสลิมพิชิตชาวพุทธ ท่านเล่าว่า 

“หลังจากอาณาจักรมคธ ได้เสียเอกราชแล้ว บัณฑิตทาง พระพุทธศาสนา หลายท่านเช่น ท่านชญานกรคุปต์ ท่านพุทธมิตร ท่านวัชรศรเป็นต้น ได้หลบหนี ไปอยู่อินเดียภาคใต้ ซึ่งจากหลักฐาน ทางโบราณคดี ทำให้ทราบว่า พระพุทธศาสนา ในอินเดียภาคใต้ สูญหายไปช้ากว่าที่อื่นๆ ทั้งหมดในอินเดีย.

 

เหตุที่ทำให้พระพุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากอินเดีย

จากอิทธิพล ของศาสนาฮินดู ศาสนาเชน มีเหนือประชาชน ตลอดจน พระมหากษัตริย์ ไม่ได้สนับสนุน พระพุทธศาสนา และทาง พระพุทธศาสนาเอง ก็ขาดแคลนนักปราชญ์ ที่พอจะต่อต้านปรับวาทะ ของศาสนาเหล่านั้นได้ ดังนั้นพระพุทธศาสนา จึงเสื่อมความนิยม ไปทีละน้อยๆ และสูญสิ้นจากอินเดีย ไปในที่สุด (โปรดดูตอน พระพุทธศาสนาเสื่อมสูญ ไปจากอินเดีย)