คำถามเรื่อง  ไวรัสตับอักเสบ

 

ตอบโดย  ศาสตราจารย์ นพ. ยง  ภู่วรวรรณ

 

คำถาม

            1.  โรคไวรัสตับอักเสบมีกี่ชนิด ชนิดใดมีความรุนแรงมากกว่ากัน และชนิดใดที่คนไทยเป็นกันมาก.

            2.  อาการที่บ่งชี้ว่าเป็นโรคตับอักเสบในระยะแรกคืออะไร ?  เราจะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคไวรัสตับอักเสบหรือเป็นพาหะของโรคนี้.

            3.  คนที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบ หรือคนที่เป็นพาหะโรคไวรัสตับอักเสบ สามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ ?

            4.  ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคไวรัสตับอักเสบ ได้โดยวิธีใดบ้าง ?

            5.  โรคไวรัสตับอักเสบแต่ละชนิดสามารถติดต่อกันได้อย่างไร และสามารถป้องกันได้อย่างไร ?

 

คำตอบ

ชนิดของไวรัสตับอักเสบ ความรุนแรง และปัญหาที่พบ

            โรคไวรัสตับอักเสบ มีสาเหตุจากไวรัส ได้เป็นจำนวนมาก เช่น ไวรัสตับอักเสบ เอ บี ซี ดี อี จี และ ทีที และยังมีไวรัสอื่นๆ อีกบ้างที่สามารถทำให้เกิดตับอักเสบได้

            ไวรัสตับอักเสบที่เป็นปัญหาในประเทศไทยที่เรียงตามลำดับ ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ บี ซี และ เอ

            ไวรัสตับอักเสบ บี เป็นปัญหาที่พบบ่อยในประเทศไทย ทำให้เกิดโรคตับอักเสบเฉียบพลัน เรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับได้ อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยจำนวนมาก มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี โดยที่ไม่มีอาการ หรือเป็นพาหะของโรคสามารถแพร่กระจายโรคไปสู่บุคคลอื่นได้ โดยประมาณกันว่าประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเป็นพาหะประมาณร้อยละ 6 ในผู้ใหญ่ และน้อยลงมาในเด็ก หรือประมาณ 2.7 ล้านคน

            ไวรัสตับอักเสบ ซี เป็นปัญหาเช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบบี สามารถทำให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับได้

            ไวรัสตับอักเสบ เอ  พบว่า เป็นปัญหาทางสาธารณสุขน้อยกว่าไวรัสตับอักเสบ บี และ ซี เนื่องจากไวรัสตับอักเสบ เอ จะไม่ทำให้มีผลในระยะยาว คือไม่ทำให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง หรือมะเร็งตับ   กล่าวคือ เมื่อมีการติดเชื้อและเกิดอาการโรคตับอักเสบแบบเฉียบพลัน

อาการดังกล่าวจะอยู่ในช่วงเวลาประมาณ 2 - 4 สัปดาห์   หลังจากนั้นร่างกายก็จะสร้างภูมิต้านทานต่อโรคนี้ ซึ่งสามารถป้องกันไปได้ตลอดชีวิต แต่ก็มีบางรายซึ่งในช่วงเกิดอาการตับอักเสบแบบเฉียบพลัน แล้วมีอาการรุนแรงถึงขั้นตับวายได้ แต่น้อยมาก

            ไวรัสตับอักเสบ ดี (หรือไวรัสเดลต้า) เป็นไวรัสที่จำเป็นต้องอาศัยไวรัสตับอักเสบบีในการติดต่อ กล่าวคือ จะพบไวรัสตับอักเสบดีในกลุ่มผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่แล้ว และส่วนใหญ่พบในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีด ในบุคคลทั่วไปพบได้น้อยมาก

            ไวรัสตับอักเสบ อี เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคตับอักเสบได้คล้ายกับไวรัสตับอักเสบ เอ คือไม่ทำให้เกิดโรคตับเรื้อรังในภายหลัง มีการระบาดครั้งแรกในประเทศอินเดีย ในประเทศไทยตรวจพบได้น้อยไม่เป็นปัญหาทางสาธารณสุข

            ไวรัสตับอักเสบ จี และไวรัสตับอักเสบ ทีท  เป็นไวรัสที่ตรวจพบและรู้จักกันเมื่อไม่นานมานี้ โดยพบว่ามีการติดเชื้อโดยผู้ป่วยได้รับผลิตภัณฑ์จากเลือดของผู้ที่มีเชื้อไวรัสดังกล่าว ขณะนี้กำลังอยู่ในระหว่างติดตามและศึกษารายละเอียด เพื่อเป็นแนวทางในการป้องกัน

 

อาการที่บ่งชี้ว่าเป็นโรคตับอักเสบ

            อาการบ่งชี้ว่าเป็นโรคตับอักเสบในระยะแรก คือ เพลียมีไข้ต่างๆ เบื่ออาหาร คลื่นไส้อาเจียน ปัสสาวะสีเข้ม ปวดท้อง บริเวณชายโครงขวา ตัวเหลืองตาเหลือง ตับโตและเจ็บ  อาการดังกล่าวคือ อาการของตับอักเสบแบบเฉียบพลัน สำหรับในกรณีที่เป็นพาหะ จะไม่มีอาการแสดงออกที่ชัดเจน ในกรณีที่มีตับอักเสบเรื้อรังและเป็นพาหะอยู่ด้วย จะมีผลตรวจทางห้องปฏิบัติการคือเอ็นไซม์ตับจะสูงขึ้นเป็นระยะๆ

การหายจากโรคไวรัสตับอักเสบ

            ผู้ที่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบจากไวรัส เอ และ อี  เมื่อหยุดพักรักษาตัวประมาณ 2 - 4 สัปดาห์ ก็จะหายเป็นปกติ  สำหรับไวรัส บี ซี ดี จี และ ทีที อาจทำให้เกิดอาการตับอักเสบแบบเฉียบพลันได้เช่นกัน แต่เมื่อหายแล้วอาจจะเป็นพาหะต่อไปในระยะยาว  ปัจจุบันมีวิธีการรักษาด้วยยาโดยที่เปอร์เซนต์  ในการหายขาดยังค่อนข้างน้อยมาก แต่จะช่วยลดอาการอักเสบของตับได้ในระดับหนึ่ง ทั้งนี้ต้องอยู่ในความควบคุมของแพทย์อย่างใกล้ชิด

ภูมิคุ้มกันของร่างกายต่อโรคไวรัสตับอักเสบ

            ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรคไวรัสตับอักเสบได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกัน ทั้งนี้วัคซีนที่มีจำหน่ายในปัจจุบันมีอยู่ 2 ชนิด เท่านั้น คือ วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบจากไวรัส เอ และ ไวรัส บี วัคซีนดังกล่าวยังมีราคาแพง

            ผู้ป่วยที่หายจากโรค หรือกำจัดไวรัสได้หมดจะมีภูมิต้านทานเกิดขึ้นได้เอง และภูมิคุ้มกันนี้จะอยู่ตลอดชีวิต

การติดต่อและการป้องกัน

            ไวรัสตับอักเสบที่ได้กล่าวมาทั้งหมดสามารถแยกลักษณะการติดต่อได้ดังนี้

            1.  ติดต่อทางอาหารและน้ำดื่ม ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ เอ และ อี

            2.  ติดต่อทางการสัมผัสน้ำเหลือง การให้เลือด และผลิตภัณฑ์จากเลือด ได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ บี ซี จี และ ทีที

                        วิธีป้องกัน ในกรณีของไวรัสตับอักเสบ เอ และ อี ซึ่งสามารถติดต่อได้ทางอาหารและน้ำดื่ม ควรมีมาตรการควบคุมความสะอาด สุขอนามัยสำหรับโรงอาหารในสถานศึกษาต่างๆ ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร ดื่มน้ำที่สะอาดและบริสุทธิ์ การรับประทานอาหารเป็นกลุ่มหรือหมู่คณะ ควรใช้ช้อนกลาง ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบ เอ จำหน่ายแล้ว แต่ราคายังค่อนข้างแพง

สำหรับไวรัสตับอักเสบ บี, ซี, จี, ทีที ซึ่งสามารถติดต่อได้ทาง เลือด น้ำเหลือง สารคัดหลั่งของร่างกาย เช่น น้ำตา น้ำมูก น้ำอสุจิ น้ำเมือกช่องคลอด ให้ระมัดระวังกรณีที่มีการให้เลือด ผลิตภัณฑ์จากเลือด  โดยให้เฉพาะเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ไม่ควรใช้ของมีคมร่วมกับผู้อื่น ไม่ใช้เข็มฉีดยาร่วมกับผู้อื่น ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี จำหน่ายอย่างแพร่หลาย ใช้ป้องกันโรคตับอักเสบ บี ได้อย่างมีประสิทธิภาพ