ริดสีดวงทวาร(hemorroids)

ริดสีดวงทวาร คือเส้นเลือดขอดที่แถวทวารหนัก อันเนื่องมาจากบริเวณทวารหนักมีเส้นเลือดนําเลือดมาหล่อเลี้ยงบริเวณนี้มากมาย สานกันเป็นตาข่ายไขว้ไปมา เมือมีสาเหตุใดก็ตามที่ทําให้เลือดเดินไม่สะดวก ไหลกลับไม่ได้อย่างปกติ เลือดก็จะคั่งทําให้เส้นเลือดโป่งพองกลายเป็นโรคริดสีดวงทวาร

ริดสีดวงทวารโดยทั่วไปแบ่งได้ 2 ประเภท
1.ริดสีดวงทวารภายนอก (External Hemorroids)จะอยู่ที่ขอบทวาร มีลักษณะเหมือนติ่งเนื้อหรือก้อนเนื้ออยู่ที่ขอบทวาร ไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้
2.ริดสีดวงทวารภายใน (Internal Hemorroids)จะอยู่ภายในทวาร ในระยะแรกจะไม่ออกมาให้เห็นหรือคลำได้ ในระยะที่สองจะโผล่ออกมาภายนอกขณะถ่ายและหดกลับเข้าไปได้เองหลังจากถ่ายเสร็จ ในระยะที่สามออกมาแล็วไม่สามารถหดกลับเข้าไปได้เองต้องใช้มือดันกลับเข้าไป ในระยะที่สี่จะไม่สามารถดันกลับเข้าไปได้ อาจมีอาการบวมเจ็บ

สาเหตุของโรค
เราอาจจำแนกสาเหตุที่สำคัญได้ดังนี้
1.เกิดจากท้องผูกเป็นประจำ มีส่วนที่ทำให้เกิดโรคมากกว่าสาเหตุอื่น ๆ
2.เกิดจากการดื่มสุรามากเกินไป
3.เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดร้อนจัดเกินไป
4.เกิดจากสตรีที่คลอดบุตรยาก
5.เกิดจากนั่งในที่ซึ่งมีความร้อนมาก
6.เกิดจากการถ่ายอุจจาระแล้วไม่ชำระล้างให้สะอาด
7.เกิดจากโรคบิดหรือโรคลำไส้ซึ่งถ่ายอุจจาระบ่อย ๆ ปวดใช้กำลังเบ่งมากเบ่งอยู่นาน
เนื้องอกริดสีดวงทวารเกิดจากสาเหตุการดังกล่าวมาข้างต้นเพราะเป็นต้นเหตุ ที่ทำให้ปลายเส้นโลหิตดำพองโตบวมช้ำ จึงก่อให้เกิดเป็นเนื้องอกขึ้น

อาการของโรค
มีการแบ่งอาการของโรคริดสีดวงทวารเอาได้ เป็น 4 ระยะด้วยกันคือ
ระยะที่ 1
มีเส้นเลือดดำโป่งพองในทวารหนัก เวลาเบ่งถ่ายอุจจาระก็จะปรากฏว่ามีเลือดไหลออกมาด้วย ถ้าท้องผูกจะปรากฏว่ามีเลือดไหลออกมาด้วย ถ้าท้องผูกจะยิ่งปรากฏว่ามีเลือดออกมากยิ่งขึ้นเพราะ เกิดการเบ่งมากนั่นเอง
ระยะที่ 2
อาการเริ่มมีมากขึ้น หัวริดสีดวงทวารโตมากขึ้น เริ่มโผล่ออกมาพ้นทวารหนักแล้วพอควร เวลาเบ่งอุจจาระก็จะออกมาให้เห็นมากขึ้น แต่เวลาถ่ายอุจจาระเสร็จแล้วก็จะหดกลับเข้าไปภายในทวารหนักได้เอง
ระยะที่ 3
เริ่มมีอาการุนแรงมากยิ่งขึ้นระยะเวลานี้ เวลาถ่ายอุจจาระหัวริดสีดวงทวารจะโผล่ออกมามากกว่าแต่ก่อนหรือเวลาจาม ไอ ยกสิ่งของหนักๆ ที่ความเกร็ง เบ่ง ในท้องเกิดขึ้นหัวริดสีดวงทวารจะออกมาข้างนอกทวารหนักที เดียว แล้วก็กลับเข้าที่เดิมไม่ได้เสียด้วยคราวนี้ จะต้องเอานิ้วมือดันๆ เข้าไปถึงจะเข้าไปเงียบสงบอยู่ภายในทวารหนักได้
ระยะที่ 4
คราวนี้หัวริดสีดวงจะกำเริบมาก โตมากขึ้นแล้ว มองเห็นได้จากภายนอกอย่างชัดเจน เกิดอาการบวม อักเสบ อาการแทรกซ้อนของริดสีดวงทวาร ริดสีดวงทวารนั้นเมื่อมาถึงระยะที่ 4 อาการก็รุนแรงมาก มีทั้งเลือดที่ออกมาเสมอ มิหนำซ้ำยังมีน้ำเหลือง เมือกลื่น และอุจจาระก็ยังตามออกมาอีกด้วย ทำให้เกิดความสกปรกและมีอาการเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลาทีเดียว คิดดูเถอะว่าจะมีความสกปรกสักเพียงใด เกิดอาการคันตามมาด้วย บางทีก็จะเกิดการเน่า อักเสบมากยิ่งขึ้นอีก การติดเชื้อโรคเป็นไปได้ง่าย และที่เห็นกันชัดๆ ก็ได้แก่ เมื่อเลือดออกมาไปเรื่อยๆ เช่นนี้อาการซีดก็จะเกิดมีขึ้นได้อย่างแน่นอน ผู้ป่วยจะเกิดโรคโลหิตจางขึ้นได้โดยง่าย ความอ่อนเพลียเกิดขึ้น น้ำหนักตัวลดลง เกิดอาการหน้ามืดเสมอ ริดสีดวงทวารอาจจะไม่มีอันตรายอะไรมากนัก แต่ก็ปั่นทอนสุขภาพผู้ป่วยไปได้มาก จำเป็นจะต้องให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยโรค เยียวยารักษาให้ดีที่สุด เพื่อความปลอดภัยจริงๆ อย่าลืมว่าการเป็นริดสีดวงทวารนั้น โอกาสการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่และทวารหนักจะเป็นไปได้โดยง่าย และในบางครั้งผู้ป่วยอาจจะเป็นริดสีดวงทวารไปพร้อมกับมะเร็งลำไส้ใหญ่และมะเร็งทวารหนักไปด้วยก็มีเช่นเดียวกัน ได้กล่าวมาแล้วว่า เมื่อเราท้องผูกก็เกิดการเบ่งอุจจาระมากเวลาถ่ายอุจจาระในแต่ละครั้ง จนในที่สุดก็เป็นริดสีดวงทวารขึ้นมาได้ หรือเกิดเรื้อรังเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่หรือทวาร ก็ได้เช่นเดียวกัน ริดสีดวงทวารนั้น ส่วนมากจะไม่มีอาการเจ็บปวดแต่อย่างใด เมื่อเกิดเป็นขึ้นก็จะมีอาการคันๆ และระคายเคืองที่ทวารว่าเท่านั้นเอง หากเกิดอาการปวด อักเสบมากขึ้นก็หมายความว่าเกิดอาการแทรกซ้อนของโรคขึ้นแล้ว จะต้องรีบให้แพทย์ตรวจรักษาโดยเร็ว หรือถ้าโชคดีอาการนี้อาจจะหายไปได้

การรักษาโรค
การรักษามีหลายวิธี แพทย์จะพิจารณาโดยดูจากอาการ ชนิด และความรุนแรงของโรค เพื่อพิจารณาวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุดในแต่ละราย ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการต่างๆเหล่านี้
1.การรักษาทางยา การรักษาริดสีดวงทวารมักเริ่มต้นด้วยการใช้ยาซึ่งอาการมักจะหายไปภายใน 2-7 วัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ไม่มีอาการปวด ถ้าหากยังไม่ได้ผลก็อาจใช้การรักษาโดยวิธีอื่นต่อไป
1.1.ยารับประทาน ได้แก่ยาประเภททำให้เส้นเลือดมีความแข็งแรงขึ้น ยาเพิ่มกากอาหารหรือกากอาหารธรรมชาติ
1.2.ยาเหน็บทวารหนัก โดยสอดเข้าไปในทวารหนักหลังจากถ่ายหรืออาบน้ำเสร็จแล้ว ยาจะถูกดูดซึมเข้าไปในเยื่อบุทวารหนัก ยาเหน็บทวารหนักในปัจจุบันมีออกมาในรูปยาทาซึ่งจะใช้ได้ในกรณีที่เยื่อบุทวารหนักส่วนในโผล่ออกมาภายนอก
2.การยิงยางรัดริดสีดวงทวาร โดยการรัดริดสีดวงทวาร ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-10 วันให้เน่าหลุดไป
3.การฉีดยาที่หัวริดสีดวง ใช้ในรายที่เป็นริดสีดวงทวารภายในที่ไม่เป็นมากเท่านั้น เนื่องจากถ้าใช้ภายนอกทวารจะทำให้เกิดอาการปวดอย่างรุนแรง
4.การจี้ด้วยไฟฟ้า การจี้ด้วยความเย็นหรือความร้อน และอื่นๆ จะใช้สำหรับริดสีดวงทวารภายในที่มีขนาดเล็กเท่านั้น
5.การผ่าตัด เป็นทางเลือกวิธีสุดท้ายที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล หรือในรายที่มีอาการปวดมาก หลังจากการผ่าตัดจะทำให้การเจ็บปวดหายได้เร็วกว่าการรักษาด้วยวิธีอื่น

การป้องกันโรค
1.ระวังอย่าให้ท้องผูก ต้องถ่ายอุจจาระอย่างน้อยวันละ 1 ครั้งเป็นประจำ เพราะท้องผูกเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดโรคริดสีดวงทวารมากที่สุดกว่าสาเหตุอื่นๆ
2.รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์โดยการออกกำลังกายเป็นกิจวัตรประจำวัน จะทำให้การขับถ่ายอุจจาระเป็นปรกติ
3.ควรเลือกรับประทานอาหารที่มีกากใย
4.อย่าดื่มสุรามากเกินไป
5.ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้วถ้ามีอาการโรคบิดหรือลำไส้ ควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็ว

Back