สุขภาพดีด้วยการออกกำลังกายแบบพื้นเมืองไทย
ข้อมูลจากงานจุฬาฯวิชาการ 48
โดย สำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา
จัดแสดงที่ ศาลาพระเกี้ยว

ความเป็นมาของกีฬาพื้นเมืองไทย

พบว่ามีการเล่นกีฬาพื้นเมืองไทยกันแล้วตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย ( พ.ศ. 1781 – 1921 ) โดยมีจุดมุ่งหมายในการเล่นเพื่อเป็นการฝึกฝนต่อสู้ป้องกันตัว เตรียมพร้อมสำหรับการสงครามและเพื่อเป็นการสนุกสนานรื่นเริงในยามว่าง โอกาสที่เล่นมักเล่นเป็นการสมโภชในงานพระราชพิธีของพระเจ้าแผ่นดิน และเล่นในเทศกาลรื่นเริงของชาวบ้าน

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา จุดมุ่งหมายในการเล่น และโอกาสในการเล่นกีฬาพื้นเมืองไทย มีลักษณะเป็นการสืบทอดมาจากสมัยกรุงสุโขทัยแต่มีการพัฒนาการเล่นกีฬาพื้นเมืองไทยมากขึ้น โอกาสในการเล่นมีมากขึ้น และมีกีฬาพื้นเมืองไทยมากชนิดขึ้น ในสมัยกรุงธนบุรีการเล่นกีฬาพื้นเมืองไทยสืบทอดต่อมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยาแต่ไม่มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลง

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์เป็นช่วงที่บ้านเมืองมีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ.2411 จนถึงช่วงเริ่มการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศใน พ.ศ.2475 นับได้ว่าเป็นช่วงที่มีการฟื้นฟู และพัฒนาการเล่นกีฬาพื้นเมืองไทยอย่างแท้จริง จุดมุ่งหมายของการเล่นกีฬาพื้นเมืองไทยมิได้มุ่งเน้นที่การต่อสู้ป้องกันตัวเพื่อเตรียมพร้อมในการสงครามอีกต่อไปแล้ว แต่มุ่งเน้นเพื่อเป็นการเล่นออกกำลังกาย เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน และเพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดจากงานเป็นสำคัญ โอกาสในการเล่นเนื่องในงานพระราชพิธีต่างๆมีน้อยลง แต่โอกาสในการเล่นตามประเพณี ตามเทศกาลของชาวบ้านมีมากขึ้น

มีการสนับสนุนและส่งเสริมให้มีการเล่นกีฬาพื้นเมืองไทยอย่างแพร่หลายแทบทุกจังหวัด มีการดัดแปลงปรับปรุงการเล่นกีฬาสากล กิจกรรมของลูกเสือให้สอดคล้องกับกีฬาพื้นเมืองไทย มีการจัดแข่งขันกีฬาพื้นเมืองไทยระดับนักเรียนอย่างเป็นทางการ มีการเรียนการสอนกีฬาพื้นเมืองไทยในสถานศึกษา มีการจัดทำหนังสือประกอบการสอนและการเล่นกีฬาพื้นเมืองไทย

นอกจากนี้ยังมีกีฬาพื้นเมืองไทยเพิ่มขึ้นมากมายหลายชนิดในช่วงนี้ ในช่วงหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศจนถึงปัจจุบัน การเล่นกีฬาพื้นเมืองไทยซบเซาลง เพราะประชาชนหันไปสนใจเล่นและแข่งขันกีฬาสากล และรัฐบาลขาดการสนับสนุนส่งเสริมกีฬาพื้นเมืองไทยอย่างจริงจัง


ลักษณะและรูปแบบของการเล่นกีฬาพื้นเมืองไทย

พบว่ากีฬาพื้นเมืองไทยมักเล่นกันในโอกาสที่ว่างจากงานประจำ เล่นกันในงานเทศกาลรื่นเริงของแต่ละท้องถิ่น และกันตามฤดูกาล ช่วงเวลาที่นิยมเล่น คือ ช่วงบ่าย เย็นหรือกลางคืน กีฬาพื้นเมืองไทยส่วนใหญ่จะเล่นรวมกันเป็นหมู่คณะทั้งผู้ชายและผู้หญิง ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ และเล่นรวมกันเป็นทีมหรือเป็นชุดมากกว่าการเล่นเดี่ยว ผู้หญิงนิยมเล่นกีฬาพื้นเมืองไทยที่ไม่ใช่ความรุนแรง ส่วนผู้ชายนิยมเล่นกีฬาพื้นเมืองไทยทุกลักษณะ

กีฬาพื้นเมืองไทยส่วนมากไม่ใช้อุปกรณ์ประกอบการเล่น ถ้าใช้มักเป็นอุปกรณ์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติ หรืออุปกรณ์ที่ใช้อยู่ในชีวิตประจำวันของแต่ละท้องถิ่น กีฬาพื้นเมืองไทยส่วนมากเล่นบนบก มีบางชนิดเล่นในน้ำ สถานที่เล่นมักเป็นไปตามธรรมชาติ เช่น ลานวัด ลานบ้าน หรือทุ่งนา สนามเล่นมักไม่มีการกำหนดขอบเขตตายตัว แต่จะกำหนดขอบเขตสนามเล่นในลักษณะที่ยืดหยุ่นได้ตามขนาดและจำนวนของผู้เล่น

วิธีการทำสนามเล่นมักใช้วิธีง่ายๆ โดยการขีดเส้นลงบนพื้นดิน กีฬาพื้นเมืองส่วนมากมีวิธีการเล่นแบบง่ายๆ ใช้ทักษะการเคลื่อนไหวร่างกายขั้นพื้นฐานที่ไม่ยุ่งยาก สลับซับซ้อน วิธีการเล่นมักเป็นแบบไล่แตะ หรือไล่จับ แบบฉุดกระชาก ลากดึง แบบซ่อนและหา แบบเคลื่อนที่ชิงนัดหมาย แบบทอยหรือดีดให้ถูกที่หมาย และแบบทาย มีการกำหนัดกติกา กฎเกณฑ์และข้อตกลงต่างๆ ไว้พอเข้าใจ ส่วนมากจะเล่นและตัดสินกันเอง


สรุปลำดับความเป็นมาของกีฬาพื้นเมืองไทย

• กรุงสุโขทัย (พ.ศ.1781-1921)

มวยไทย มวยปล้ำ กระบี่กระบอง อาวุธจำลอง ดาบ หอก แหลน หลาว ทวน ง้าว ธนู โล่ ดั้ง ขี่ม้า ขี่ช้าง การเล่นต่อสู้บนหลังช้าง ต่อสู้บนหลังม้า แข่งม้า แข่งช้าง แข่งม้า โคชน โคเกวียน คนแล่น รอบแล่น คลีช้าง คลีม้า คลีคน เล่นเบี้ย เล่นว่าว

• กรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.1893-2310)

อาวุธโบราณ ขี่ช้าง ขี่ม้า พายเรือ มวยไทย มวยปล้ำ กระบี่กระบอง ขี่ช้าง ขี่ม้า ช้างบำรูงงา แข่งเรือ ขี่ม้าตีคลี ขี่ช้างตีคลี คู่มวย คู่ปล้ำ คู่คลี โคคน โครอบ โคระแทะ เล่นว่าว วิ่งวัวควาย เตะตะกร้อ ชนโค ชนไก่ สะบ้า สกา หมากรุก ไม้หึ่ง ไม้จ่า อีโปง ลิงชิงเสา ปลาลงอวน หัวล้านชนกัน วัวเทียมเกวียน ชนแรด จระเข้กัดกัน ชักเย่อ เล่นบาร์ ลูกข่าง ลูกหนัง

• กรุงธนบุรี (พ.ศ.2310-2324)

ตีคลี ต่อสู้บนหลังม้า ชนช้าง มวยไทย มวยปล้ำ กระบี่กระบอง กายกรรม ลอดบ่วง ชนโค ชนไก่ ชนโคคน วิ่งวัว วิ่งควาย ว่าว แข่งเรือ ตะกร้อ สะบ้า สกา หมากรุก ลิงชิงหลัก ปลาลงอวน อีโปง ไม้หึ่ง และไม้จ่า

• กรุงรัตนโกสินทร์ (ช่วงสืบทอด พ.ศ.2325-2411)

ชกมวย ขี่ม้า ขี่ช้าง ขี่ม้าตีคลี ขี่ช้างตีคลี คลีคน พายเรือ ฟันดาบ กระบี่ พลอง ง้าว หอก ทวน ธนู โล่ ดั้ง เขน กระบี่กระบอง มวยไทย ขับรถม้า ตะกร้อ ไม้หึ่ง ไม้จ่า สะบ้า รำดาบ มวยปล้า ปรบไก่ ตีคลี ว่าว ชนโค ชนแกะ พุ่งเรือ วิ่งวัวคน วิ่งวัวระแทะ วิ่งม้า วิ่งวัว วิ่งควาย หมากรุก ลูกช่วง ซักส้าว ซ่อนหา จ้องเต ปลากัด ชนไก่ ว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า ดอกไม้ไฟ ดอกไม้กล สกา แข่งเรือ

• กรุงรัตนโกสินทร์ (ช่วงฟื้นฟูและพัฒนา พ.ศ.2411-2475)

ป่ายเชือกหน้า พุ่งหอก ยิงธนู แข่งระแทะ วิ่งวัวคน ขี่ช้าง ไล่ม้า ว่าวพนัน วิ่งแข่ง วิ่งวัวข้ามของกีดกั้น วิ่งวัวสวมกระสอบ วิ่งวัวสามขา วิ่งวัวเก็บส้ม วิ่งวัวกระโดดข้ามรั้ว ชักเย่อ ปิดตาหาทาง วิ่งเก็บของ วิ่งเปี้ยว ปล้ำจับ แข่งรถลาก แข่งเดินต่อเท้า ปรบไก่ วิ่งด้วยมือแข่งเร็ว โผล่ศีรษะลอดบ่วง ชักเย่อชิงธง วิ่งชิงธง ไต่เสาน้ำมัน แย่งลูกมะพร้าวชิงธง แย่งห่วงชิงธง มวยทะเล ปิดตาชกมวย จับลิง วิ่งสนเข็ม วิ่งช้อนมะนาว วิ่งสวมกระสอบ วิ่งสามขา ขี่ม้า วิ่งเปี้ยว

ไต่ไม้ ดึกเชือก ตี่จับ ปากอง หยอดหลุม โยนเข้าวงใน ยิงมือ อยู่โยงบนต้นไม้ ช่วงชัย วิ่งไล่ตี ลูกหิน ลูกข่าง ล้อต๊อก ต้องเต โยนหลุม ชักเย่อในน้ำ ปีนเสาชโลมน้ำมัน ว่ายน้ำแข่ง เตะตีน ล้อมกวาง ชิงเชลย ขี่คอชักเย่อ ขี่คอประจัญบาน ปิดตาต่อยมวย ขี่หลังชักเย่อไม้พลอง ปล้ำเข้าแดน ตีป้อม ค้างคาวคาบกล้วย พุ่งเรือ ตะกร้อวงใหญ่ ติดตะกร้อตลก ตะกร้อลอดล่วง งูกินหาง จูงนางเข้าหอ มอญซ่อนผ้า ชักเย่อ สะบ้า เข้าพิณพาทย์ เสือกินวัว

หมากรุกคนเข้าพิณพาทย์ ตักน้ำใส่ถ้วยแก้ว จำสิ่งของ แข่งเลี้ยงไข่ด้วยช้อน ผูกตาตีลูกมะพร้าว วิ่งแข่งทางกันดาร วิ่งแข่งมีของกีดกั้น แข่งม้าสมมุติ ฟันดาบ วิ่งพันหลัก วิ่งไถนา แยกทาง วิ่งตุ๊กแก ขี่ม้าตาบอด ขี่ม้าชิงหมวก กระโดดกบ ปาแม่น เดินต่อเท้าสูงจากพื้น วิ่งเก็บของตามสลาก วิ่งดาบไข่ด้วยช้อน กระโดดผลัด วิ่งเปี้ยวสวมกระสอบ เอาเถิด วิ่งกระโดดเชือก วิ่งสลับฟันปลา วิ่งกระโดดเชือกหมู่ งูกินหาง ทหารม้าประจัญบาน ปิดตาหาคู่ วิ่งปู วิ่งแฝด ไถนา ตีไก่ ซัดต้ม ชีละ อ้าว้าย ราวเด้อ

• ช่วงปัจจุบัน (พ.ศ.2475-ปัจจุบัน)

กลองเส็ง กระซิบขี่ กระโดดเชือก กระโดดสาก กระต่ายติดแร้ว กะทิง กาฟักไข่ เก้ปิดตา เก้วง ข้ามขาเรียบเรียง ขี่ม้าส่งเมือง ขี้แนด ขื่อ แข่งเรือคน โค้งตีนเกวียน จับควายออกวง ชิงหลักชัย ดันส้าว ดำหา ดึงครก ต่อไก่ ตะกร้อขนไก่ เต้นจ่างจะ แนดข้ามส้าว บักลี้ มะกอนไซ พุ่งกระสวย โพงพาง มะขะโจ้น ม้าติดศอก ม้าล่อช้าง ม้าหลักโปก โมรา โยนพลอง โยนให้รักจับปาให้ รถม้าชาวเสียม รีๆข้าวสาร วัวต่าง เสือข้ามห้วย หมากเก็บ หมากขุม หมากป่อมแป่ม หัวลิง หมากลี้ หมากฮุน ก๊อบแก๊บ โก๋งเก๋ง กระเติงกระต้อย กอล์ฟ ชาวบ้าน เก้าอี้คน ขี่ม้าฟันดาบ แข่งเต่า ขว้างนุ่น ขี่ม้าชนกัน

ขว้างราว ขว้างลิง คุลาตีผ้า งอ จับความสาม จ้ำปักผม เฉลิม ตีไก่ ตี่จับ ต่อแฮะ ตะโม่ง ตั้งเตมอญ ตาเขย่ง เตย ตีขอบกระด้ง เต้าสาก ถีบครก บ่ากอน บ่าบ้าเจิม นกคุ่ม ฟ้อนเชิง ปีนทะรูด ฟักลอย ปลาหมอตกกระทะ ผีเข้าขวด ฟันถม แม่แนดแย่งเสา ย่ำเงา ลูกก๋ง อีแม่ไล่ตี ไล่นก ม้าล่อช้าง แมวกับปลาย่าง ยิงแหล่ง โยนหมอน ลิงเกี่ยลูก หนอนซ้อน หนอนเลขแปด ไหสองนิ้วมือ มัดฟืน แย้ลงรู ลากทางหมาก ลิงชิงหลัก เสือกิกวัว แย่งเมือง เรือลูกโป่ง ลูกฉุด วิ่งป้อง อ้ายโม่ง อุ่ย หนูกินน้ำมัน ปลาหมอตกคั่ก ไม้แคะ กิ่งก่องแก้ว กระโดดยาง โป้งแปะ ไล่จับ หุ่นกระบอก โจรปล้น แม่นาคพระโขนง ไอ้เข้ไอ้โขง ไอ้เข้เตะไอ้ไม้ ไอ้เข้ข้ามฝั่ง กระต่ายขาเดียว ตี่มัด ขี่ม้าชนช้าง กระโดดนาฬิกา


กีฬาพื้นเมืองคืออะไรมีวิวัฒนาการมาอย่างไร

กีฬาพื้นเมือง (Traditional Sport) คือกีฬาดังเดิมของท้องถิ่นนั้น เล่นกันเฉพาะท้องถิ่น มีรูปแบบวิธีการเล่นที่เรียบง่ายตามแบบวิถีชีวิตของคนในสังคมนั้น ๆ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตของคนในชุมชน เป็นวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ทรงคุณค่า ตัวอย่างกีฬาพื้นเมืองไทย เช่น เตย ตี่จับ แย้ลงรู งูกินหาง ขว้างลิง ขี่ม้าตาบอด และอื่น ๆ เป็นต้น

กีฬาพื้นเมืองบางชนิดเมื่อมีการเล่นกันมากขึ้นแพร่ขยายออกไปยังสังคมอื่น ๆ มีพัฒนาการทางด้านกฎ กติกาและองค์กรรับผิดชอบจนเป็นที่ยอมรับในระดับสากล ก็จะกลายสภาพเป็นกีฬาสากล (International Sport) ตัวอย่างกีฬาสากลที่พัฒนาจากกีฬาพื้นเมืองไทย เช่น การต่อสู้ที่ใช้หมัด เท้า เข่า ศอก แบบไทยพัฒนาเป็นกีฬามวยไทย การเล่นเตะตะกร้อโต้กันไปมาแบบพื้นบ้านพัฒนาเป็นกีฬาเซปัคตะกร้อเป็นต้น

กีฬาพื้นเมืองบางชนิดคนในชาตินั้นมีความผูกพันลึกซึ้งแนบแน่น ยอมรับกันว่าเป็นสัญลักษณ์ เป็นความภาคภูมิใจ เป็นเอกลักษณ์ เปรียบเสมือนตัวแทนของชาตินั้น ๆ ก็จะได้รับการยอมรับว่าเป็นกีฬาประจำชาตินั้น ๆ (National Sport) ตัวอย่างกีฬาประจำชาติไทย เช่น มวยไทย กระบี่กระบอง และตะกร้อ เป็นต้น

นักสังคมวิทยาการกีฬาชี้ชัดถึงวิวัฒนาการของกีฬาว่า กีฬา (Sport) มีวิวัฒนาการมาจากเกม (Game) และเกมมีวิวัฒนาการมาจาก การเล่น (Play) ดังนี้

หน่วยที่เล็กที่สุดและเป็นจุดเริ่มต้นของกีฬาก็คือการเล่น มนุษย์ทุกคน ทุกสังคม ทุกชาติต้องเล่นโดยธรรมชาติ และการเล่นดั้งเดิมก็คือการเล่นพื้นบ้านหรือพื้นเมือง (Traditional Play) นั่นเอง จากนั้นก็พัฒนาเป็นเกมพื้นเมือง (Traditional Game) และพัฒนามาเป็นกีฬาพื้นเมือง (Traditional Sport) ตามลำดับ

กีฬาพื้นเมือง จะจัดอยู่บนช่วงรอยต่อของวิวัฒนาการจากเกมพื้นเมืองไปสู่กีฬาสากลดังนี้

ทุกชุมชน ทุกสังคม ทุกประเทศล้วนมีการเล่นพื้นเมือง พัฒนาเป็นเกมพื้นเมือง และพัฒนาเป็นกีฬาพื้นเมือง เพื่อรอการพัฒนาเป็นกีฬาสากลต่อไป

กีฬาสากลทุกชนิดที่นิยมในปัจจุบัน ล้วนมีวิวัฒนาการมาจากกีฬาพื้นเมืองทั้งสิ้น ตัวอย่างกีฬาเมืองไทย ที่พัฒนาไปเป็นกีฬาสากลเช่น

กีฬาชกมวยแบบไทย >>> กีฬามวยไทย (Muay Thai)
กีฬาเตะตะกร้อข้ามตาข่ายแบบไทย >>> กีฬาเซปัคตะกร้อ (Sepak Takraw)
กีฬาเตะตะกร้อลอดบ่วงแบบไทย >>> กีฬาตะกร้อลอดบ่วง (Ring Takrow)


ตัวอย่างกีฬาพื้นเมืองไทย


• ขว้างลิง

ความเป็นมา ขว้างลิงเป็นเกมพื้นฐานทางภาคใต้ พบว่ามีการเล่นกันทั่วไปแล้วเมื่อประมาณ พ.ศ.2470 โดยเฉพาะในจังหวัดกระบี่ ยะลา สุราษฏร์ธานี เป็นต้น บางท้องที่เรียกว่า “ซัดลิง” ก็มีคำว่า “ขว้าง” หรือ “ซัด” ตรงกับภาษาอังกฤษว่า “to throw” ส่วนคำว่า “ลิง” หมายถึง “a monkey” สันนิษฐานว่าสมัยก่อนมีลิงมาก ลิงเข้ามาหยิบฉวยเอาข้าวของออกไป คนจึงไล่ขว้างให้ลิงหนี ลิงเมื่อถูกคนไล่ขว้างก็จะหลบหลีกด้วยความว่องไวให้พ้นจากการขว้าง เด็กๆนิยมเล่นเป็นการสนุกสนานโดยทั่วไป ส่วนผู้ใหญ่มักเล่นกันในงานเทศกาลงานรื่นเริงต่างๆ บางครั้งก็จัดให้มีการเล่นแข่งขันกันในงานประจำปีต่างๆ ในสมัยก่อนด้วย

อุปกรณ์การเล่น ลูกตะกร้อที่สานด้วยทางมะพร้าว หรือลูกบอลเล็กขนาดพอๆ กับลูกตะกร้อ เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 – 60 เซนติเมตร สูบลมอ่อนๆ ให้จับดูนุ่มมือ จำนวน 1 ลูก

สถานที่และสนามเล่น สถานที่เป็นพื้นที่โล่งราบเรียบ ขนาดประมาณ 12 ? 16 เมตร สนามเล่นทำเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ขนาดกว้าง 9 เมตร ยาว 13 เมตร เส้นดานยาวของสนามเล่นทั้งสองด้านเรียกว่า “เส้นขว้าง” ที่ปลายทั้งสองข้างของเส้นขว้างทั้งสองเส้น ให้ทำเส้นตรงต่อออกไปอีกข้างละ 2 เมตร เพื่อเป็น “แนวสมมุติของเส้นขว้าง”

วิธีเล่น

1. กำหนดผู้เล่นเป็น 2 ทีม ทีมละ 8 คน ให้ทีมหนึ่งเป็นฝ่ายรับ ( เป็นลิง ) อยู่ภายในสนาม อีกทีมหนึ่งเป็นฝ่ายรุก ( ฝ่ายขว้าง ) ยืนอยู่นอกสนามทางด้านยาว ( นอกเส้นขว้าง ) ฝ่ายรุกคนหนึ่งถือลูกบอลเตรียมพร้อมไว้ในมือ

2. เมื่อได้สัญญาณเริ่มเล่น ให้ฝ่ายรุกช่วยกันขว้างลูกบอลไปถูกตัวผู้เล่นฝ่ายรับ ฝ่ายรุกอาจโยนบอลส่งต่อกันหรือโยนข้ามฟากไปมาหลอกล่อฝ่ายรับได้ ในขณะที่ฝ่ายรับต้องพยายามหลบหลีกไม่ให้ลูกบอลถูกตัวได้

3. หากผู้เล่นฝ่ายรับโดนลูกบอลขว้างถูกตัว หรือลูกบอลกลิ้งมาถูกตัวจะโดยเจตนาหรือไม่ก็ตาม จะโดนคนเดียวหรือหลายคนก็ตาม ผู้เล่นฝ่ายรับที่ถูกลูกบอลจะถือว่าตาย ต้องออกนอกสนามเล่นโดยเร็ว

4. ทีมใดทำให้ฝ่ายตรงข้ามตายต้องออกจากการแข่งขันมากกว่า หรือมีผู้เล่นที่ยังไม่ตายเหลืออยู่มากกว่า จะเป็นฝ่ายชนะ

กติกา

1. เวลาการเล่นตามปกติ ให้ผลัดกันเป็นฝ่ายรุกทีมละครั้งๆ ละ 5 นาที ในกรณีเสมอกันให้ผลัดกันเป็นฝ่ายรุกอีกทีมละ 1 นาทีเรื่อยไป จนกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะ

2. ฝ่ายรุกจะต้องไม่เหยียบเส้นขว้างหรือล้ำเข้าไปในสนามเล่น หรือล้ำเข้าไปในแนวสมมุติของเส้นขว้าง และจะต้องขว้างลูกบอลจากนอกเส้นขว้างหรือนอกแนวสมมุติของเส้นขว้างเท่านั้น

3. ฝ่ายรับจะต้องหลบหลีกอยู่ภายในสนามเล่นเท่านั้น จะเหยียบเส้นสนามเล่นหรือล้ำเส้นสนามออกไปนอกสนามไม่ได้

4. การฝ่าฝืนกติกา โดยผู้เล่นฝ่ายรับจะถือว่าผู้เล่นฝ่ายรับคนที่ฝ่าฝืนกติกาต้องตายและต้องออกจากการแข่งขันทันที การฝ่าฝืนกติกาโดยผู้เล่นฝ่ายรุกจะต้องปล่อยให้ฝ่ายรับเล่นต่อไป โดยถือหลักให้ประโยชน์แก่ฝ่ายที่ไม่ได้ทำผิด การฝ่าฝืนกติกาที่มีลักษณะรุนแรง เจตนากระทำผิด หรือกระทำผิดซ้ำซาก ผู้ตัดสินอาจพิจารณาปรับฝ่ายที่ฝ่าฝืนกติกาให้เป็นฝ่ายแพ้ได้


• ขี่ม้าตาบอด

ความเป็นมา เป็นเกมพื้นเมืองที่นิยมเล่นกันแพร่หลายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือสมัยก่อน พบว่ามีการเล่นกันแล้วในสมัยรัชกาลที่ 6 เป็นการเล่นของหมู่ลูกเสือในสมัยนั้น คำว่า “ขี่” ภาษาอังกฤษหมายถึง “to ride” ส่วนคำว่า “ม้าตาบอด” หมายถึง “a blinded horse” สันนิษฐานว่ามีการเล่นในภาคกลางก่อนและจึงแพร่ขยายไปยังภาคต่างๆ เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคเหนือ และภาคใต้ ดังปรากฏหลักฐานว่ามีการเล่นแข่งขันขี่ม้าตาบอด ในงานเฉลิมพระชนม์พรรษาพระเจ้าอยู่หัว เมื่อ พ.ศ. 2461 ที่จังหวัดอุดรธานี เป็นต้น บางท้องถิ่นเรียกเกมนี้ว่า “ปิดตาขี่ม้า” ก็มี นิยมเล่นกันในงานรื่นเริงต่างๆ ในสมัยก่อน

อุปกรณ์การเล่น

1. ผ้าปิดตาจำนวนเท่ากับจำนวนคู่เล่น

2. หลักไม้ หรือแหลนไม้ไผ่สูงประมาณ 2 เมตร จำนวนเท่ากับจำนวนคู่เล่น

สถานที่และสนามเล่น สถานที่เป็นพื้นที่โล่งแจ้งขนาดประมาณ 10 ? 35 เมตร สนามเล่นให้ทำเส้นเริ่มและเส้นกลับตัวห่างกันประมาณ 30 เมตร ที่เส้นกลับตัวใช้ไม้แหลนหรือไม่ไผ่หรือหลักปักไว้เป็นจุดอ้อมกลับตัว

วิธีเล่น

1. กำหนัดผู้เล่นเป็นคู่ ( 2 คน ) แข่งขันครั้งละ 2 คู่ขึ้นไป แต่ละคู่กำหนดให้คนหนึ่งเป็นม้า อีกคนหนึ่งเป็นคนขี่ ใช้ผ้าผูกตาคนที่เป็นม้าให้มิดอย่าให้มองเห็น คนขี่ขึ้นขี่คนเป็นม้า ใช้มือทั้งสองจับไหล่คนเป็นม้าไว้ ให้ทุกคู่ยืนเตรียมพร้อมอยู่หลังเส้นเริ่ม

2. เมื่อได้สัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เป็นม้าวิ่งพาคนขี่ตรงไปอ้อมหลักของตนเอง แล้ววิ่งกลับมายังเส้นเริ่มต้นของตนเองอีกครั้ง อนุญาตให้พูดบอกทางหรือถามทางกันได้ระหว่างคนขี่กับคนเป็นม้า

3. คู่ใดวิ่งอ้อมหลักกลับมาผ่าเส้นเริ่มต้นของตนได้ก่อน จะถือว่าเป็นผู้ชนะที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ตามลำดับ

กติกา

1. ขณะเล่นคนเป็นม้าจะต้องถูกผ้าปิดตาตลอด ห้ามผ้าผูกตาหลุดออกจากแนวที่ปิด

2. ตลอดระยะการเล่น คนขี่จะต้องขี่อยู่บนหลังคนเป็นม้าตลอดระยะทาง หากเกิดการหลุดร่วงออกจากกัน จะต้องหยุดทันทีและขึ้นขี่ใหม่ ณ จุดที่หลุดร่วงจากกัน แล้วจึงจะวิ่งต่อไปได้

3. คู่แข่งขันจะต้องวิ่งไปอ้อมหลักของตนเองเท่านั้น

4. การฝ่าฝืนกติกา หรือการกระทำการใดๆ ที่เป็นการแสดงเจตนาเล่นรุนแรง เช่น วิ่งชนคู่แข่งขันคนอื่น จะถูกปรับให้เป็นฝ่ายแพ้


• งูกินหาง

ความเป็นมา งูกินหางเป็นเกมพื้นเมืองเก่า เล่นกันทุกภาคของประเทศ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ พบว่ามีการเล่นงูกินหางกันแล้วในงานตรุษสงกรานต์ ณ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อ พ.ศ. 2475 คำว่า “งู” ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “a snake” คำว่า “กิน” ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “to eat” และคำว่า “หาง” ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า “a tail” การเล่นงูกินหางเป็นการเล่นเลียนแบบชีวิตสัตว์ คือ เลียนแบบลักษณะท่าทางของงูที่มีลำตัวยาวเลื้อยคดไปคดมา นิยมเล่นในงานเทศกาล งานประจำปี และงานรื่นเริงต่างๆ ในสมัยก่อน

อุปกรณ์การเล่น หางงูที่ทำจากผ้าหรือกระดาษขมวดเป็นเกลียวยาวเท่าๆ กัน 2 หาง

สนามที่และสนามเล่น สถานที่เป็นพื้นที่โล่งราบเรียบ ขนาดประมาณ 15 ? 15 เมตร สนามเล่นทำเส้นเป็นวงกลมรัศมี 6 เมตร

วิธีเล่น

1. กำหนดผู้เล่นเป็น 2 ทีมๆละ 6 คน แต่ละฝ่ายยืนเป็นแถวตอนใช้มือจับเอวต่อกันไว้ ทั้งสองทีมยืนหันหน้าเข้าหากันอยู่คนละด้านของนอกวงกลม คนสุดท้ายของแต่ละทีมให้เหน็บหางไว้ด้านหลัง โดยให้หางโผล่ออกมาข้างนอกอย่างน้อย 30 เซนติเมตร

2. เมื่อได้สัญญาณเริ่มเล่น ให้หัวแถว (หัวงู) แต่ละฝ่านนำขบวนเดินเคลื่อนเข้าหากัน คนที่อยู่หัวแถวจะต้องพยายามหาทางเข้าแย่งหางของฝ่ายตรงข้าม ส่วนคนที่อยู่หางแถวต้องพยายามหลบหลีกไม่ให้ถูกแย่งหางออกจากตัวไปได้

3. ทีมใดสามารถคว้าหางของฝ่ายตรงข้ามมาถือไว้ในมือได้ จะเป็นฝ่ายชนะ

กติกา

1. ขณะเคลื่อนที่ไล่คว้าหางกันนั้น แต่ละทีมต้องระวังไม่ให้มือที่จับกันหลุดจากขบวน

2. อนุญาตให้คนหัวแถวของแต่ละฝ่าย ใช้การแบมือเพื่อผลักดัน ปัด ป้องการแย่งของฝ่ายตรงข้ามได้ แต่จะต้องไม่กำมือ หรือชก ต่อย ทุบ ตี ทิ่ม แทง ต้องไม่ใช้ความรุนแรงใดๆ ส่วนผู้เล่นคนอื่นๆ ในขบวนจะใช้มือผลักดัน ปัดป้องไม่ได้โดยเด็ดขาด

3. ห้ามไม่ให้ผู้เล่นของแต่ละทีมใช้มือจับหางไว้ หรือใช้ชายเสื้อหรือสิ่งอื่นมาปกคลุมหางของทีมตนไว้

4. ทีมใดมือที่จับต่อกันเป็นขบวนนั้นหลุดออกจากขบวนทั้งสองมือ หรือหางของทีมตนหลุดลงสู่พื้น หรือฝ่าฝืนกติกา จะถูกปรับเป็นฝ่ายแพ้


• เตย

ความเป็นมา “เตย” เป็นเกมพื้นเมืองที่นิยมเล่นกันมากในภาคกลาง สมัยก่อน พบว่ามีการเล่นกันแล้วในช่วงปี พ.ศ. 2470 ในจังหวัดชัยนาท พระนครศรีอยุธยา อ่างทอง ฉะเชิงเทรา กรุงเทพ สมุทรสงคราม เป็นต้น สันนิษฐานว่า การเล่นเตยน่าจะพัฒนามากจากการวิ่งเล่นบนคันนาในชนบท เพราะลักษณะสนามเล่นจะเป็นตารางคล้ายกับพื้นที่นาในชนบท โดยเส้นต่างๆ จะเปรียบเสมือนคันนาที่ใช้เดิน วิ่งเล่นกันได้ ส่วนชื่อที่เรียกว่า “เตย” นั้น สันนิษฐานว่าน่าจะมาจากลักษณะสนามเล่นที่เป็นตารางยาว มีเส้นกลางเป็นแกนมีเส้นตัดเป็นลำดับขั้น แตกกิ่งก้านออกไปคล้ายลำต้นและใบของพรรณไม้ชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า “เตย” ซึ่งชาวบ้านนิยมนำมาใช้ปรุงกลิ่นหอมในการทำขนมและอาหารไทยบางชนิด บางท้องถิ่นมีชื่อเรียกแตกต่างกันไป เช่น เรียกว่า “ตาล่อง” หรือ “บัลลูน” ก็มี เล่นกันทั้งในหมู่ผู้ใหญ่ คนหนุ่มสาวและเด็กๆ นิยมเล่นในงานเทศกาลตรุษสงกรานต์ หรืองานรื่นเริงทั่วไป

อุปกรณ์การเล่น ไม่ใช้

สถานที่ และสนามเล่น สถานที่เป็นพื้นที่ราบโล่งเรียบ ขนาดประมาณ 10 ? 20 เมตร สนามเล่นเป็นเส้นรูปสี่เหลี่ยมพื้นผ้า กว้าง 9 เมตร ยาว 18 เมตร ให้เส้นด้านกว้างด้านหนึ่งเป็นเส้นหน้า อีกด้านหนึ่งเป็นเส้นหลัง ส่วนเส้นด้านยาวเป็นเส้นข้างซ้ายและเส้นข้างขวา จากกึ่งกลางเส้นหน้าถึงกึ่งกลางเส้นหลังทำเส้นตรง เรียกว่า เส้นกลาง แบ่งครึ่งสนามเล่นออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนด้านซ้ายและส่วนด้านขวา ทำเส้นขนานกับเส้นหน้าและเส้นหลังอีก 3 เส้น แบ่งสนามออกเป็นสี่ส่วนเท่าๆกัน หรือเท่ากับมีเส้นขนานจากเส้นหน้าไปจนถึงเส้นหลังรวม 5 เส้นด้วยกัน

วิธีเล่น

1. กำหนดผู้เล่นเป็น 2 ทีมๆ ละ 5 คน ให้ทีมหนึ่งเป็นฝ่ายรับ อีกทีมเป็นฝ่ายรุก ฝ่ายรับจะลงยืนรับประจำเส้นจากเส้นหน้าไปเส้นหลังคนละ 1 เส้น ให้หัวหน้าฝ่ายรับยืนอยู่เส้นหน้า ส่วนฝ่ายรุกให้ยืนอยู่นอกสนามด้านเส้นหน้า หันหน้าเข้าสนามกระจายเตรียมตัวพร้อมเล่น

2. เมื่อได้สัญญาณเริ่มเล่น ให้ฝ่ายรุกวิ่งเข้าในสนามเล่นผ่านเส้นต่างๆ จากเส้นหน้าไปออกเส้นหลัง เรียกว่า “วิ่งลง” แล้ววิ่งย้อนกลับจากเส้นหลังออกมาเส้นหน้า เรียกว่า “วิ่งขึ้น” ให้ได้ โดยต้องพยายามไม่ให้ผู้เล่นฝ่ายรับแตะถูกตัว ส่วยผู้เล่นฝ่ายรับที่ยืนประจำเส้นแต่ละเส้นอยู่นั้น สามารถวิ่งเคลื่อนที่ไปบนเส้นของตนเพื่อไล่แตะฝ่ายรุกได้ สำหรับผู้เล่นที่ยืนอยู่บนเส้นหน้าสามารถวิ่งบนเส้นได้ทั้งเส้นหน้าและเส้นกลาง

3. การที่ผู้เล่นฝ่ายรุกคนหนึ่งวิ่งจากเส้นหน้าทะลุไปออกเส้นหลัง และสามารถวิ่งกลับจากเส้นหลังออกมาเส้นหน้าได้ อย่างนี้เรียกว่า “เตย”

4. หากผู้เล่นคนใดคนหนึ่งในฝ่ายรุก ถูกฝ่ายรับแตะตัว จะถือว่าตายทั้งทีม ฝ่ายรุกทั้งทีมจะต้องรีบออกไปเริ่มต้นเล่นใหม่จากนอกเส้นหน้าทุกครั้ง

5. เมื่อครบกำหนดเวลาแล้ว ให้เปลี่ยนฝ่ายรุกเป็นฝ่ายรับ และฝ่ายรับกลับมาเป็นฝ่ายรุก 6. ทีมใดทำคะแนนที่เรียกว่า เตย ได้มากกว่า จะเป็นฝ่ายชนะ

กติกา

1. เวลาการเล่น ตามปกติ ให้ผลักกันเป็นฝ่ายรุกทีมละครั้งๆ ละ 5 นาที ในกรณีเสมอกันให้ผลักกันเป็นฝ่ายรุกอีกทีมละ 1 นาทีเรื่อยไป จนกว่าจะรู้ผลแพ้ชนะ

2. ผู้เล่นฝ่ายรับจะต้องวิ่งเหยียบ หรือให้เท้าทั้งสองอยู่บนเส้นที่ตนรับผิดชอบ การเคลื่อนไหวใดๆ เช่น การเคลื่อนที่ไปแตะถูกตัวผู้เล่นฝ่ายรุกได้แล้ว ก็จะต้องทรงตัวให้เท้าทั้งสองอยู่บนเส้นที่ตนรับผิดชอบเสมอ

3. ผู้เล่นฝ่ายรุกสามารถวิ่งอยู่ภายในกรอบของสนาม คือระหว่างเส้นข้างทั้งสองเส้นได้ แต่จะเหยียบหรือล้ำออกนอกเส้นข้างไม่ได้ สามารถวิ่งไปทางด้านซ้ายหรือด้านขวาภายในสนามเล่นที่อยู่ช่องขนานเดียวกันได้ แต่จะวิ่งย้อนกลับเส้นที่ตนเคยวิ่งผ่านมาแล้วในแนววิ่งลง หรือแนววิ่งขึ้นไม่ได้

4. การฝ่าฝืนกติกาโดยผู้เล่นฝ่ายรุกจะถือว่าฝ่ายรุกตาย ต้องรีบออกไปเริ่มต้นเล่นใหม่ทุกครั้ง การฝ่าฝืนกติกาโดยผู้เล่นฝ่ายรับต้องปล่อยให้ฝ่ายรุกเล่นต่อไป โดยถือหลักให้ประโยชน์แก่ฝ่ายที่ไม่ได้ทำผิด การฝ่าฝืนกติกาที่มีลักษณะรุนแรง เจตนากระทำผิด หรือกระทำผิดซ้ำซาก ผู้ตัดสินอาจพิจารณาปรับฝ่ายที่ฝ่าฝืนกติกาให้เป็นฝ่ายแพ้ได้

5. เมื่อผู้เล่นฝ่ายรุกคนใดสามารถวิ่งทำเตยได้แล้ว จะต้องรออยู่นอกเส้นด้านหน้าจนกว่าทุกคนในทีมจะวิ่งทำเตยได้ครบ หรือจนกว่าจะเกิดการตายขึ้นแล้วจึงเริ่มต้นเล่นใหม่ต่อไป

6. เมื่อหมดเวลาการเล่นแล้ว หากทั้งสองทีมทำคะแนนที่เรียกว่า เตย ได้เท่ากัน ให้พิจารณาจากผลบวกของคะแนนแต่ละช่องที่แต่ละทีมทำได้ในการเล่นเป็นฝ่ายรุกครั้งสุดท้าย ขณะที่ได้ยินสัญญาณหมดเวลาการเล่น ( เมื่อได้ยินสัญญาณหมดเวลาการเล่น ให้ผู้เล่นฝ่ายรุกทุกคนหยุดอยู่กับที่ เพื่อตรวจสอบคะแนนแต่ละช่องที่ทำได้ ) คะแนนแต่ละช่องที่ทำได้จะมาจาก จำนวนผู้เล่นที่อยู่ในช่องคูณด้วยคะแนนประจำช่อง คะแนนประจำช่องได้แก่ จากเส้นหน้าลงไปจะนับเป็นช่องที่ 1 ( 1คะแนน ) ช่องที่ 2 ( 2 คะแนน ) ช่องที่ 3 ( 3 คะแนน ) ช่องที่ 4 ( 4 คะแนน ) จากเส้นหลังขึ้นมาจะนับเป็นช่องที่ 5 ( 5 คะแนน ) ช่องที่ 6 ( 6 คะแนน ) ช่องที่ 7 ( 7 คะแนน ) ช่องที่ 8 ( 8 คะแนน ) ทีมที่ได้คะแนนมากกว่าจะถือว่าเป็นทีมชนะ


• แย้ลงรู

ความเป็นมา แย้ลงรูเป็นกีฬาพื้นเมืองที่มีการเล่นกันทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางสมัยก่อน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เรียกเกมนี้ว่า “เฉลิม” เนื่องจากมักจัดให้มีการเล่นแข่งขันกันในงานเฉลิมพระชนม์พรรษาของพระเจ้าอยู่หัวสมัยก่อน ภาคกลางเรียกว่า “แย้ลงรู” หรือ “แย้ชิงรู” ก็มีคำว่า “แย้” เป็นชื่อสัตว์เลื้อยคลานชนิดหนึ่ง รูปร่างคล้ายกิ้งก่า คำว่า “ลงรู” หมายถึงการเข้าไปในรู สันนิษฐานว่าพัฒนามาจากการเล่นชักเย่อชิงธง ซึ่งพบว่ามีการเล่นชักเย่อชิงธงกันแล้วใน พ.ศ. 2453 ต่อมาได้มีการปรับรูปแบบเป็นการเล่นชักเย่อโดยเลียนแบบสัตว์เลื้อยคลานที่ชื่อว่า “แย้” จากหลักฐานพบว่ามีการเล่นแย้ลงรูกันแล้วใน พ.ศ. 2467 ผู้ใหญ่โดยเฉพาะชายมักนิยมเล่นแข่งขันเป็นการประลองกำลังกัน มักจัดเล่นแข่งขันกันในงานประเพณีและงานรื่นเริงต่างๆ ในสมัยก่อน

อุปกรณ์การเล่น

1. เชือก 3 เส้น ขนาดยาวประมาณ 5.50 เมตร เท่าๆกัน

2. ธงติดด้ามขนาดนิ้วก้อย ยาวประมาณ 70 เซนติเมตร 3 อัน สถานที่และสนามเล่น สถานที่เป็นพื้นโล่งราบเรียบ ขนาดประมาณ 12 ? 12 เมตร สนามเล่นทำเป็น 3 เส้น ออกจากจุดกึ่งกลางเดียวกัน ยาวเส้นละ 5.50 เมตร เท่าๆกัน โดยให้มีรัศมีหรือระยะห่างระหว่างเส้นพอๆกัน ที่ปลายเส้นให้ปักธงเล็กๆ สูงจากพื้นประมาณ 50 เซนติเมตร ไว้ทั้ง 3 ด้าน

วิธีเล่น

1. กำหนัดผู้เล่นฝ่ายละคน รวม 3 คน ยืนหันหลังให้กันเป็น 3 แฉก ตามแนวเส้น ใช้เชือกผูกเอวผู้เล่นคนละเส้น นำปลายเชือกทั้งสามเส้นมาผูกรวมกันอย่างหนาแน่นไว้ที่จุดกึ่งกลาง ให้ความยาวของเชือกจากจุดกึ่งกลางไปยังผู้เล่นทั้ง 3 เส้นเท่ากัน ผู้ตัดสินยืนเหยียบจุดรวมของเชือกทั้ง 3 เส้นไว้ที่จุดกึ่งกลางสนาม ผู้เล่นแต่ละคนยืนดึงเชือก พอดึงหันหน้าไปทางธงที่ปักไว้ในแนวของตน

2. เมื่อได้สัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นแต่ละคนออกแรงเดินไปเอื้อมมือคว้าธงที่ปักไว้ตรงปลายเส้นของตนไว้ให้ได้เร็วที่สุด ( ผู้ตัดสินจะปล่อยเชือกจากที่เหยียบไว้ )

3. ผู้เล่นคนใดคว้าธงดึงขึ้นมาไว้ในมือได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ คนที่คว้าธงมาไว้ในมือได้ต่อมาจะเป็นผู้ชนะอันดับ 2 ตามลำดับ

กติกา

1. ก่อนสัญญาณเริ่มเล่นทุกคนต้องอยู่ในท่ายืน มือและเข่าต้องไม่สัมผัสพื้นและเชือกต้องอยู่ระดับเอว ขณะเล่นจะใช้ท่าใดแล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน

2. ขณะเล่นห้ามใช้มือจับเชือก หรือห้ามจับอุปกรณ์ที่ผูกเอว

3. ห้ามผู้เล่นใช้รองเท้าพิเศษที่มีตะปู ปุ่ม หรือเครื่องช่วยยึดเกาะพื้นใดๆ ทั้งสิ้น


• วิ่งเปี้ยวสวมกระสอบ

ความเป็นมา เป็นเกมพื้นเมืองที่เล่นกันเป็นการทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคอื่นๆ ของประเทศในสมัยก่อน พบว่ามีการแข่งขันวิ่งเปี้ยวสวมกระสอบกันแล้วในปี พ.ศ. 2464 ในงานแข่งขันกรีฑาของลูกเสือมณฑลอุดร เนื่องในงานฉลองพระราชอาณาจักร คำว่า “วิ่งเปี้ยว” หมายถึง การวิ่งแข่งอ้อมหลักไล่แตะกัน คำว่า “สวม” หมายถึง ใส่ และคำว่า “กระสอบ” หมายถึง ถุงใบใหญ่ที่ทอด้วยเชือกปอหรือเชือกป่าน สันนิษฐานว่าการวิ่งเปี้ยวสวมกระสอบ นี้คงจะดัดแปลงมาจากการแข่งขันวิ่งเปี้ยว และการแข่งขันวิ่งกระสอบในสมัยเก่า เล่นกันทั้งผู้ใหญ่และเด็ก โดยเฉพาะผู้หญิงนิยมเล่นกันมาก จัดเป็นการแข่งขันกรีฑาและกีฬารายการหนึ่งในสมัยก่อน ทั้งระดับนักเรียนและประชาชน นอกจากนี้ยังจัดให้มีการเล่นแข่งขันกันในงานเทศกาลประจำปี และงานรื่นเริงต่างๆ ในสมัยก่อนด้วย

อุปกรณ์การเล่น

1. กระสอบข้าวสารเปล่าที่ทอด้วยเชือกป่านหรือปอ ขนาดบรรจุ 100 กิโลกรัม 4 ใบ

2. แหลนไม้ หรือหลักไม้ สูงประมาณ 1.50 เมตร 2 สถานที่และสนามเล่น สถานที่เป็นพื้นโล่งราบเรียบ ขนาดประมาณ 6 ? 20 เมตร สนามเล่นใช้หลัก 2 หลักปักห่างกันประมาณ 15 เมตร ต่อเส้นจากหลักทั้งสองออกไปทางด้านซ้ายและขวาของหลักให้ตั้งฉากกับแนวยาวของหลักทั้งสอง ข้างละ 2 เมตร เรียกเส้นนี้ว่า “เส้นเริ่ม” จากเส้นเริ่มไปยังด้านหลังของหลักให้ทำเส้นประขนานกับเส้นเริ่ม ห่างจากเส้นเริ่ม 1.50 เมตร เรียกเส้นประว่า “เส้นเตรียมเล่น” ช่องระหว่างเส้นเริ่มกันเส้นเตรียมเล่น เรียกว่า “เขตเปลี่ยนกระสอบ”

วิธีเล่น

1. กำหนดผู้เล่นเป็น 2 ทีม ๆ ละ 8 คน แต่ละทีมยืนเข้าแถวตอนอยู่ด้านหลังเส้นเตรียมเล่น คนละด้านของหลัก หันหน้าให้ฝ่ายตรงข้าม ให้คนแรกของทีมสวมกระสอบยืนเตรียมพร้อมอยู่ด้านหลังเส้นเริ่ม

2. เมื่อได้สัญญาณเริ่มเล่น ให้ผู้เล่นคนแรกของทั้งสองทีมออกวิ่งโดยเร็ว ไปอ้อมหลักที่อยู่ฝั่งตรงข้าม พยายามวิ่งไล่ให้ทันผู้เล่นทีมตรงข้าม เมื่อวิ่งกลับมาที่เดิมของทีมตนแล้ว ให้รีบถอดกระสอบเปลี่ยนให้ผู้เล่นคนต่อไปของทีมตนสวมกระสอบแล้วทำหน้าที่วิ่งไล่กวดทีมฝ่ายตรงข้ามต่อไป ผู้เล่นที่วิ่งมาแล้วให้ไปต่อท้ายแถวทีมตนเพื่อเตรียมวิ่งในรอบต่อไปอีก ผลัดเปลี่ยนกันสวมกระสอบวิ่งไล่กันเช่นนี้เรื่อยไป

3. ขณะวิ่งเท้าทั้งสองต้องอยู่ในกระสอบตลอดเวลา

4. ทีมใดสามารถวิ่งไล่แตะถูกตัวผู้เล่นอีกทีมหนึ่งได้ จะถือว่าทีมนั้นเป็นฝ่ายชนะ

กติกา

1. จะต้องสวมกระสอบวิ่งตลอดเวลา หากหกล้มให้ลุกขึ้นวิ่งต่อไปได้ ห้ามไม่ให้เท้าแม้แต่ข้างเดียวหลุดออกนอกกระสอบสัมผัสพื้น

2. ขณะวิ่งอ้อมหลักห้ามผู้เล่นจับ ปะทะ หรือชนหลัก

3. การถอดกระสอบเปลี่ยนให้ผู้เล่นคนต่อไปสวมนั้น จะต้องกระทำภายในเขตเปลี่ยนกระสอบเท่านั้น

4. ผู้เล่นคนต่อไปของแต่ละทีมจะต้องรออยู่หลังเส้นเตรียมเล่น จนกว่าผู้เล่นทีมตนวิ่งกลับเข้ามาในเขตเปลี่ยนกระสอบแล้ว จึงจะเข้าไปทำการเปลี่ยนกระสอบกันได้

5. ผู้เล่นแต่ละทีมจะต้องวิ่งตามลำดับที่จัดไว้แต่เริ่มเล่น จะลัดคิววิ่งไม่ได้ และจะสละสิทธิ์การวิ่งในลำดับของตนไม่ได้เช่นกัน เว้นแต่จะเกิดการบาดเจ็บและผู้ตัดสินเห็นควรอนุญาต

6. ห้ามผู้เล่นกระทำการใดๆ อันเป็นการกีดขวางทางผู้เล่นทีมฝ่ายตรงข้าม

7. ผู้เล่นทีมใดฝ่าฝืนกติกาในข้อ 1 จะถูกปรับเป็นแพ้ทันที การฝ่าฝืนกติกาในข้อ 2 ถึง ข้อ 6 จะถูกตักเตือนและหากกระทำซ้ำอีกจะถูกปรับเป็นแพ้เช่นกัน


ประโยชน์และคุณค่าของกีฬาพื้นเมืองไทย

โดยรองศาสตราจารย์ชัชชัย โกมารทัต
หัวหน้ากลุ่มวิชาการโค้ชกีฬาและจิตวิทยาการกีฬา
สำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เมื่อพูดถึงประโยชน์และคุณค่าของกีฬา สามัญสำนึกของคนทั่วไปก็พอจะบอกได้ว่า เมื่อเล่นกีฬาแล้วให้ประโยชน์ทางด้านความสนุกสนาน รื่นเริง บันเทิงใจ ช่วยพัฒนาความแข็งแรงสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา และยังช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บได้อีกมากมายหลากหลายชนิดด้วย

ประโยชน์และคุณค่าของกีฬาดังที่กล่าวอย่างคร่าวๆมานี้ แทบทุกคนจะเข้าใจว่าเกิดขึ้นจากการเล่นกีฬาร่วมสมัยหรือกีฬาสากล กีฬาที่เป็นที่นิยมเล่นกันในปัจจุบัน เช่น ฟุตบอล บาสเกตบอล วอลเลย์บอล แบดมินตัน เทนนิส ว่ายน้ำ กรีฑา ฯลฯ แทบทั้งนั้น มีน้อยคนมากที่จะมองเห็นประโยชน์และคุณค่าของกีฬาพื้นเมืองไทย และส่วนใหญ่ก็จะมองกีฬาสากลในด้านดีเพียงด้านเดียว ทั้งๆที่กีฬาสากลไม่น้อยมีส่วนเสียอยู่ด้วยเช่นกัน

ไม่ค่อยมีคนคิดถึงค่าใช้จ่ายที่ต้องลงทุนเป็นจำนวนไม่น้อยในการเล่นกีฬาสากล ไม่ค่อยมีคนคิดถึงการสูญเสียเงินตราออกนอกประเทศ เพื่อซื้ออุปกรณ์เครื่องมือเครื่องไม้ วัตถุดิบในการผลิตเครื่องอุปกรณ์กีฬา หรือซื้ออุปกรณ์กีฬาสากลที่ประเทศเราไม่สามารถผลิตหรือใช้วัตถุดิบภายในประเทศได้ ไม่ค่อยมีคนคิดถึงการขาดดุลการค้าอันเนื่องมาจากค่าใช้จ่ายของกีฬาสากลที่ต้องเสียเปรียบดุลการค้ากับต่างประเทศ

ไม่ค่อยมีคนคิดถึงการลงทุนของต่างชาติที่เข้ามาเผยแพร่กีฬาสากล ทำธุรกิจเกี่ยวกับการเล่นและบริโภคกีฬาสากลเมื่อได้กำไรบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนก็นำกำไรออกนอกประเทศไทย กลับไปประเทศเขาโดยที่เราได้ประโยชน์จากการลงทุนดังกล่าวน้อยมาก ไม่ค่อยมีคนคิดถึงการสูญเสียเอกลักษณ์และวัฒนธรรมทางด้านการเล่นและการออกกำลังกายแบบไทยๆอันดีงาม ที่ถูกครอบงำโดยวัฒนธรรมการเล่นกีฬาสากลบางชนิดที่แฝงไว้ด้วยความรุนแรง ล่อแหลมต่อความรู้สึกผิดชอบชั่วดี เต็มไปด้วยความเร่าร้อน ขัดต่อศีลธรรมอันดีงามแบบไทยๆ

และไม่ค่อยมีคนคิดถึงผลกระทบทางด้านขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมอันดีงามของไทยหลายประการ ที่ถูกลืมเลือนไปจากคนไทยในยุคสมัยนี้ อันเนื่องมาจากการโฆษณาชวนเชื่อให้ลุ่มหลงแต่กีฬาสากล ถูกอิทธิพลของวัฒนธรรมกีฬาสากลบางชนิดเข้ามาแทนที่ จนคนไทยบางกลุ่มบางพวกมีวัฒนธรรมการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น โดยขาดจริยธรรมและจรรยาบรรณไป ทำให้เกิดความสับสนและไขว้เขวข้นในสังคมไทย โดยเฉพาะในเรื่องความดีกับความชั่ว และความงามกับความน่าเกลียด เอามาปะปนกันจนแยกไม่ออกว่าอะไรขาวและอะไรดำ เป็นต้น

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ มิได้มีเจตนาจะโจมตีหรือต่อต้านกีฬาสากลแต่ประการใด เพราะกีฬาสากลจำนวนไม่น้อยก็มีคุณค่าควรแก่การส่งเสริมให้เล่น แต่ที่ไม่ค่อยสบายใจนักและเป็นห่วงมากก็คือไม่ค่อยมีคนสนใจจะส่งเสริม สนับสนุน เผยแพร่การเล่นกีฬาพื้นเมืองไทยกันนัก แม้แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงทั้งหลายก็ล้วนแล้วแต่มองข้ามประโยชน์และคุณค่าของกีฬาพื้นเมืองไทยไปเสียสิ้น ที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันก็ทำเพียงพอเป็นพิธีว่าก็มีกิจกรรมการเล่นกีฬาพื้นเมืองไทยเหมือนกันนะ แต่ก็ขาดความเป็นระบบ ขาดความต่อเนื่อง ขาดความชัดเจน และขาดความเป็นรูปธรรม ผลที่ปรากฏออกมาก็คือ คนไทยไม่สนใจเล่นกีฬาพื้นเมืองไทยไปจนแทบหมดสิ้น

ทั้งนี้อาจมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากขาดข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับประโยชน์และคุณค่าของกีฬาพื้นเมืองไทยก็เป็นได้ ในที่นี้จึงขอนำข้อมูลเกี่ยวกับประโยชน์และคุณค่าของกีฬาพื้นเมืองไทยมาเสนอ เพื่อจุดประกายความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับกีฬาพื้นเมืองไทย และท่านที่มีความเห็นด้วยจะได้ช่วยกันรณรงค์ ส่งเสริม ฟื้นฟูและเผยแพร่ สนับสนุนกีฬาพื้นเมืองไทยให้กลับมามีชีวิตชีวา สดใส เป็นประโยชน์ต่อสังคมร่วมสมัยต่อไป ประโยชน์และคุณค่าของกีฬาพื้นเมืองไทย พอสรุปเป็นประเด็นๆได้ดังนี้

1. กีฬาพื้นเมืองไทยช่วยทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมทางด้านกีฬาไทยของชาติ กีฬาพื้นเมืองไทย จัดเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ เป็นภาพสะท้อนให้เห็นและเข้าใจชีวิต ความเป็นอยู่ รวมทั้งวัฒนธรรมแบบไทยๆ ที่สามารถซึมซับรับได้จากการเล่นกีฬาพื้นเมืองไทย โดยกระบวนการขัดเกลาทางสังคม ผ่านการเล่นกีฬาพื้นเมืองไทย ( Socialization Via Thai Traditional Sport ) ตัวอย่างเช่นการเล่นวัวต่างของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ใช้ผู้เล่น 3 คน คนหนึ่งเป็นวัว คลาน 2 มือ 2 เข่า อีก 2 คนนั่งห้อยอยู่บนหลังคนเป็นวัว ไขว้ขา มือจับเท้าซึ่งกันและกัน ลักษณะเหมือนกับต่างใส่ของบนหลังวัว เป็นการสะท้อนวิถีชีวิตของคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่นิยมนำสัมภาระสิ่งของใส่ตะกร้า 2 ใบ วางพาดบนหลังวัว ขนของเดินทางไป เป็นต้น

2. กีฬาพื้นเมืองไทย ให้คุณค่าไม่ยิ่งหย่อนกว่ากีฬาสากล จากงานวิจัยเรื่อง “กีฬาพื้นเมืองไทย : ศึกษาและวิเคราะห์คุณค่าทางด้านพลศึกษา” ซึ่งได้รับทุนวิจัยรัชดาภิเษกสมโภชจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผู้เขียนเป็นหัวหน้าคณะผู้ทำวิจัย มีเนื้อหารวม 739 หน้านั้น ผลการวิจัยพบว่า จากจำนวนกีฬาพื้นเมืองไทย ที่ทำการศึกษาวิเคราะห์ทั้งสิ้น 196 ชนิดกีฬา แต่ละชนิดกีฬาต่างก็มีคุณค่าทางด้านพลศึกษา อันได้แก่ คุณค่าทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญาครบถ้วน มากน้อยแตกต่างกันไปตามลักษณะและประเภทกีฬา ( ชัชชัย โกมารทัต และคณะ, 2527 ) ซึ่งคุณค่าทางพลศึกษาดังกล่าวไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากีฬาสากลที่นิยมเล่นกันในปัจจุบันแต่อย่างไร

ตัวอย่างเช่น การเล่นแนดข้ามส้าวของภาคเหนือ ซึ่งเป็นการวิ่งไล่จับกันรอบๆลำไม่ไผ่ ต้องมีการวิ่งไล่กันรวดเร็ว มีการวิ่งหนีหลบหลีก เปลี่ยนทิศทางอยู่ตลอดเวลา หากเล่นกันต่อเนื่องนานๆ ประมาณ 30 – 40 นาที คุณค่าที่ได้ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติปัญญา มิได้แตกต่างจากการเล่นวิ่งแข่ง เล่นบาสเกตบอล หรือเล่นฟุตบอลแต่อย่างใด เหนือกว่านั้น กีฬาพื้นเมืองไทยยังให้คุณค่าทางด้านการสืบทอดคุณลักษณะที่ดีของความเป็นไทยที่สามารถได้รับการขัดเกลาทางสังคมจากกีฬาพื้นเมืองไทยด้วย ซึ่งคุณค่าประการหลังนี้กีฬาสากลไม่มีให้

3. กีฬาพื้นเมืองไทย ช่วยส่งเสริมและสร้างคุณลักษณะสนุกสนาน สมัครสามัคคี และเข้าใจดีต่อกันได้อย่างแท้จริง เนื่องจากลักษณะการเล่นกีฬาพื้นเมืองไทย มิได้มุ่งเน้นความเป็นเลิศเชิงทักษะกีฬามาก อย่างเช่นกีฬาสากลทั่วไป โอกาสในการปะทะ เกิดปัญหา หรือข้อโต้แย้งจึงแทบจะไม่มี แม้จะเป็นการแข่งขัน แต่รูปแบบและลักษณะของการแข่งขันในกีฬาพื้นเมืองไทย จะแฝงด้วยขนบธรรมเนียมประเพณี ค่านิยม วิถีชีวิตความเป็นไทย สิ่งแวดล้อมที่อยู่ในท้องถิ่น มีความเป็นท้องถิ่นนิยมอยู่มาก ประกอบกับลักษณะการเล่นเชิงแข่งขันของกีฬาพื้นเมืองไทยในอดีต มักจะจัดให้มีกันในงานบุญ งานรื่นเริง งานนักขัตฤกษ์

ลักษณะของงานดังกล่าวจึงเป็นกรอบกำหนดที่ดีงาม สอดคล้องกับการทำความดี จึงมักมีแต่การแข่งขันเชิงสนุกสนาน สร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกัน มุ่งเน้นความสามัคคี ความเข้าใจดี ดังกล่าวมาแล้ว ตัวอย่างเช่น การเล่นช่วงชัย ช่วงขี่ของภาคกลาง แม้จะมีลักษณะของการแข่งขันแย่งลูกช่วงกัน แต่ก็มีลักษณะความสนุกสนาน สามัคคี ถ้อยทีถ้อยอาศัย แฝงในการเล่นตลอดเวลา หรือการเล่นมอญซ่อนผ้า แม้จะมีการซ่อน การวิ่งไล่กัน แต่ในเนื้อหาขอการเล่นจะมีเพลงร้องประกอบ มีลักษณะท้าทายให้สนุกสนานเชิงสมัครสมานสามัคคีตลอดเวลาเช่นกัน

4. กีฬาพื้นเมืองไทย สามารถเข้าร่วมได้ทุกเพศ ทุกวัย และเข้าร่วมได้จำนวนมาก ทั้งนี้ เพราะกีฬาพื้นเมืองไทยโดยทั่วไป จะเป็นลักษณะการเล่นง่ายๆ ไม่มีกฎกติกายุ่งยากสลับซับซ้อน ใครๆ เพศใด วัยใด ก็สามารถทำความเข้าใจได้ง่าย เข้าร่วมการแข่งขันได้ง่าย โดยไม่จำเป็นต้องฝึกซ้อมทางด้านทักษะเทคนิคกีฬาเฉพาะอย่างเช่นกีฬาสากล อันจะทำให้ผู้สนใจ สามารถเข้าร่วมแข่งขันได้จำนวนมาก จัดเป็นกิจกรรมเพื่อมวลชลมากกว่ากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ

เช่น กีฬาสากลทั่วไปที่นิยมเล่นกันโดยมุ่งเน้นความเป็นเลิศ ซึ่งประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นเฉพาะกลุ่มคนเล็กๆ เท่านั้น แตกต่างกับกีฬาพื้นเมืองไทยที่จัดเป็นกีฬาเพื่อทุกคน หรือกีฬาเพื่อมวลชล ย่อมให้ประโยชน์ต่อผู้เข้าร่วมกว้างขวางมากกว่า ตัวอย่างเช่น การเล่นแย่งมะพร้าวทาน้ำมัน ขว้างลิง ตะกร้อขนไก่ ของภาคใต้ วิ่งเปี้ยวสวมกระสอบ เตย มัดฟืน ของภาคกลาง บักลี้ ขี้ม้าหลังโปก ดึงครก ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และดันส้าว ย่ำเงา ขี่ม้าชิงหมวก ของภาคเหนือ เป็นต้น กีฬาพื้นเมืองที่ยกเป็นตัวอย่างมาข้างต้นนี้ จัดเป็นกีฬาเพื่อมวลชลได้เป็นอย่างดี เพราะเล่นง่าย เล่นได้ทุกเพศ ทุกวัย เล่นได้จำนวนคนมากๆ

5. กีฬาพื้นเมืองไทย จัดเป็นกีฬาเพื่อนันทนาการที่ดี ( Sport for Recreation ) เพราะเล่นง่าย เล่นแล้วสนุกสนาน คลายเครียด แม้จะเต็มที่และจริงจังกับการเล่น แต่ก็ไม่เกิดความเครียด นอกจากนี้ยังเข้าร่วมเล่นได้จำนวนคนมากๆด้วย ตัวอย่างเช่น การเล่นก๊อบแก๊บ ย่ำเงา ของภาคเหนือ งอ หนอนซ้อน ของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขี่ม้าตาบอด แข่งเรือ ของภาคกลาง ตีขอบกระด้ง มวยทะเล ของภาคใต้ เป็นต้น ในสมัยโบราณจึงนิยมจัดให้มีการเล่นและแข่งขันกีฬาพื้นเมืองไทยในงานเทศกาลต่างๆ อย่างเป็นประเพณีนิยมทีเดียว

6. กีฬาพื้นเมืองไทย เป็นกีฬาที่ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะใช้วัสดุอุปกรณ์ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นนั้นๆ ส่วนใหญ่เก็บหรือดัดแปลงมาจากสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่ในท้องถิ่น เช่น ลูกช่วง ก็ใช้เม็ดถั่ว เม็ดนุ่น หรือเม็ดผลไม้เล็กๆตากแห้ง นำมารวมกันจำนวนพอต้องการ แล้วใช้เศษผ้าห่อมัดผูก ทำเป็นลูกช่วง หรืออุปกรณ์การเล่นกาฟักไข่ ก็ใช้ก้อนอิฐ ก้อนหิน ขนาดเท่าไข่นกมาเป็นไข่กา หรือการเล่นตีขอบกระด้ง ก็นำเอาขอบกระด้งฝัดข้าวที่เก่าๆ หรือขาดไม่ได้ใช้แล้วมาเป็นอุปกรณ์การเล่น เป็นต้น

สนามเล่นก็ไม่ได้ต้องมีการลงทุนสร้าง ไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกอะไรที่ต้องใช้เงินทองซื้อหามา เพราะใช้เล่นได้แทบทุกพื้นที่ที่ว่าง ใช้ไม้ขีดบนพื้นเป็นขอบเขตการเล่นตามต้องการก็ใช้ได้แล้ว เครื่องแต่งกายเฉพาะชนิดกีฬาก็ไม่มีความจำเป็น เพราะชุดชาวบ้านที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมักจะเป็นกางเกงขากว้างครึ่งแข้ง เสื้อม่อฮ่อม ก็สะดวกต่อการเคลื่อนไหวแล้ว เรียกได้ว่าแทบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเล่นเลย หรือใช้น้อยมาก เปรียบเทียบกับกีฬาสากลซึ่งต้องมีค่าใช้จ่ายมากแล้ว แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดเจน

7. กีฬาพื้นเมืองไทย ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ภายใจประเทศ ช่วยส่งเสริมการใช้สินค้าไทย สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย เข้าทำนอง “ไทยทำ ไทยใช้ ไทยซื้อ ไทยขาย ไทยเล่นกีฬาพื้นเมืองไทย เงินทองไม่รั่วไหลออกนอกประเทศ” เป็นการช่วยลดดุลการค้า ไม่เสียเปรียบดุลการค้าต่างประเทศ เป็นช่องทางหนึ่งในการสร้างเศรษฐกิจของประเทศให้เข้มแข็ง เพราะไม่มีกีฬาพื้นเมืองไทยชนิดใด ที่ต้องใช้อุปกรณ์การเล่นจากต่างประเทศ แม้แต่ชนิดเดียว กีฬาที่ต้องมีอุปกรณ์ประกอบการเล่นล้วนแต่ใช้อุปกรณ์ที่หาได้ จัดทำเอง หรือซื้อหาได้ในท้องถิ่นทั้งนั้น เมื่อไม่มีรายจ่ายใดๆ เกี่ยวกับสินค้าที่มาจากต่างประเทศ กีฬาพื้นเมืองไทยจึงเป็นกีฬาที่ช่วยลดดุลการค้า ไม่เสียเปรียบดุลการค้าต่างประเทศอย่างแท้จริง

8. กีฬาพื้นเมืองไทย เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมเศรษฐกิจพอเพียง สอดคล้องกับกระแสพระดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เพราะทุกขั้นตอน ทุกกระบวนการในการเล่นและแข่งขันกีฬาพื้นเมืองไทย จัดเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจพอเพียง เนื่องจากทุกอย่างต่างก็ใช้วัสดุอุปกรณ์ภายในท้องถิ่นรอบๆตัวเท่านั้น ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายซื้อหามาจากภายนอกแต่อย่างใด เป็นความพอดี เป็นความพอเพียงในแง่มุมของการออกกำลังกาย เล่นกีฬา อย่างเหมาะสม เป็นความพอเพียงกับวิถีชีวิตแบบไทยๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายมากมาย แต่สามารถมีความสุข มีความสมดุลในชีวิตได้

หนังสืออ้างอิง
จากหนังสือ “กีฬาพื้นเมืองไทย : ศึกษาวิเคราะห์ ความเป็นมา วิธีเล่นและคุณค่า”
โดยรองศาสตราจารย์ชัชชัย โกมารทัต
สำนักวิชาวิทยาศาสตร์การกีฬา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2546