แพทย์ผสมผสาน

ชี่กง

• ความหมาย

ชี่กง เป็นคำสองคำมารวมกัน คือคำว่า "ชี่" หมายถึง พลังที่ทุกคนมีกันอยู่ มีมากบ้างน้อยบ้าง แม้แต่พืชและสัตว์ก็มีชี่ พลังชี่เกิดขึ้นได้สองทาง เกิดจากทุนเดิมที่ได้รับจากพ่อแม่ หรือภาวะทางพันธุกรรม กับเกิดได้จากการฝึก และจากอาหารที่เรากิน ส่วนคำว่า "กง" หมายถึง การทำงาน เพราะฉะนั้น "ชี่กง" จึงหมายถึง การทำงานเพื่อให้ได้ชี่"

• กงรักษาโรคได้จริงหรือ

ถ้าจะบอกว่าการฝึกชี่กงบำบัดโรคได้นั้นอาจฟังดูคลุมเครือ แต่ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมาได้มีงานวิจัยถึงผลของการฝึกฝนมากมาย และเหตุผลที่เป็นไปได้คือ

1. ผลของจิตใจ จิตใจที่สงบสบายย่อมทำให้ร่างกายสมดุลเจ็บไข้ได้ยาก ที่ป่วยก็หายง่าย

2. ผลของสมาธิ สมาธิที่เกิดระหว่างการฝึกจะทำให้สมองปลอดโปร่ง ลดการทำงานของหัวใจ ความดันเลือดลดลง เนื่องจากการขยายของหลอดเลือดฝอยย่อมผ่านระบบประสาทอัตโนมัติ

3. ภูมิคุ้มกันที่ทำงานสมดุล พบว่าการฝึกตนเองจะทำให้มีการเพิ่มของเม็ดเลือดขาวในรายที่มีเม็ดเลือดขาวจำนวนน้อยเกินไปรายที่แพ้อากาศก็มักมีอาการดีขึ้นอย่างรวดเร็ว

4. ทำให้ระบบฮอร์โมนเกิดการสมดุล ตั้งแต่ต่อมใต้สมองไปจนถึงต่อมหมวกไต

5. การออกกำลังกายที่ทำพร้อมกันทั้งกายและใจ ทำให้กระดูกและกล้ามเนื้อแข็งแรง สำหรับในรายที่เจ็บป่วยอยู่แล้วจำเป็นที่จะต้องกินยาหรือรักษาต่อเนื่องต่อไปก่อน พร้อมๆ กับการฝึกฝนตนเอง เมื่อร่างกายแข็งแรงขึ้นแล้ว หมอผู้ดูแลอาจพิจารณาให้ลดยาลงไปได้เป็นลำดับ

• ชี่กงจะสามารถรักษาโรคได้อย่างไร

"ปกติการฝึกสมาธิเพียงอย่างเดียวก็ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงได้แล้ว ยิ่งได้ฝึกชี่กงในแง่สุขภาพด้วยแล้ว ยิ่งช่วยให้เกิดผลได้ดีขึ้น" ชี่กง เป็นการผสมผสานกันระหว่างสมาธิ, ลมหายใจ และการเคลื่อนไหว เมื่อทั้งสามส่วนมาเจอกันเมื่อไรแล้วเกิดชี่ โดยชี่ที่เกิดมีความพอเหมาะ จะเกิดผลทำให้ร่างกายแข็งแรงเป็นทวีคูณ และขจัดโรคต่างๆ ได้

ฟังดูแล้วอาจเหมือนหนังจีน แต่ในช่วงสิบปีมานี้ ทางจีนมีการค้นคว้า และวิจัยเรื่องนี้กันมาก เพื่อศึกษาให้ได้ว่า "ชี่" ที่บอกกันมาคืออะไร พบว่า พลังชี่ที่เกิดจากผู้ฝึกชี่กงนั้นเมื่อได้ตรวจสอบดู เป็นรังสีอินฟาเรด มีลักษณะคลื่นต่างไปจากคนปกติที่ไม่ได้รับการฝึกชี่กงในแง่ความลึกของคลื่น นอกจากนี้ยังมีประจุไฟฟ้าแผ่ออกมาด้วย ซึ่งมีสภาพเหมือนแม่เหล็กที่จะดูดและผลักได้

ประจุไฟฟ้ากับความร้อนเหล่านี้จะช่วยรักษาโรคได้ ยิ่งประจุไฟฟ้าเพิ่มมาก จะทำให้ระบบร่างกายไหลเวียนดี ในคนที่มีความดันโลหิตสูง เกิดจากเลือดไหลเวียนไม่ดี เมื่อฝึกชี่กงก็จะทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ความดันก็ลดลง ส่วนคนที่ความดันโลหิตต่ำพบว่า ช่วยให้ระบบความดันโลหิตเป็นปกติได้ ซึ่งต่างจากยาที่เป็นสารเคมี หากรักษาคนความดันสูงแล้วความดันลดลง แต่ถ้าให้คนปกติกิน ความดันก็ลดลงอีก กลายเป็นภาวะความดันต่ำไป ไม่รักษาสมดุลให้

นอกจากนี้ตัวประจุไฟฟ้ายังได้ผลดีมากกับคนที่มีปัญหาเกี่ยวกับสมอง เช่น อัมพฤกษ์, อัมพาต อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของความเครียด

• มีผลข้างเคียงไหม

การฝึกแบบนี้จะมีปฏิกิริยาตอบโต้ของร่างกาย (reaction) ถ้าเป็นโรคร้ายแรง เช่น โรคเอดส์ ภูมิแพ้ บางคนอาจจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ไข้ขึ้น ท้องเสีย ซึ่งเราถือว่าเป็นอาการปกติ กระบวนการนี้เรียกได้ว่าเป็นกระบวนการของการขับพิษอย่างหนึ่ง (detoxication) ดังนั้น คนที่เป็นภูมิแพ้ในช่วง 2 สัปดาห์แรกที่ฝึก เหงื่อจะออกที่มือเยอะ และพอนานไปเหงื่อจะเริ่มแห้งเอง สำหรับข้อห้ามนั้น ที่สำคัญคือ ผู้ป่วยซึ่งมีอาการหูแว่ว ประสาทหลอน สับสน ผู้ป่วยเหล่านี้อาจเกิดอันตรายจากการฝึกได้

• ต้องฝึกกี่ท่า

สำหรับกระบวนท่าของการฝึกมีอยู่หลายแบบหลายเท่า ซึ่งอันนี้แล้วแต่ว่าใครจะฝึกตามตำราไหน ซึ่งไม่เหมือนกัน แต่ก็ไม่แตกต่างจากกันมาก ท่าที่แนะนำ 4 ท่านี้ เป็นท่าที่ใช้หลักการของการฝึกหายใจล้วนๆ ซึ่งท่าอื่นๆ จะเน้นการออกท่าทางมากกว่า ท่าทั้ง 4 ท่าจะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่สม่ำเสมอประสานกัน เป็นการฝึกการหายใจที่ท้องหรือกะบังลม ทรวงอกด้านหน้า ทรวงอกด้านข้าง และการวางใจที่แน่วแน่บนฝ่ามือทั้ง 2 ข้าง

• แล้วเราจะฝึกอย่างไรดี

การฝึกชี่กงควรจะฝึกก่อนหรือหลังอาหารอย่างน้อยสัก 1-2 ชั่วโมง และควรฝึกตอนเช้าจะดีที่สุด เวลาฝึกไม่ควรสวมรองเท้า ถ้าสวมแล้วจะทำให้ปวด เนื่องจากประจุไฟฟ้าวิ่งผ่านไม่ได้ จะค้างอยู่ที่เท้า ถ้าพื้นที่ยืนฝึกเป็นพื้นปูนหรือพื้นเย็นมากก็ไม่ดี ควรใช้พรมหรือผ้ามาลองเท้าไว้เสียก่อน ในเวลาที่อารมณ์ไม่ดี โกรธ หงุดหงิด ก็ไม่ควรฝึก ถ้ากำลังเครียดอยู่ต้องฝึกหายใจจนความเครียดลดลงสักระดับหนึ่งก่อน สำหรับคนที่ป่วยด้วยโรคร้ายแรงมากๆ ต้องรักษาด้วยวิธีการปัจจุบันเสียก่อน เพื่อให้สภาพร่างกายแข็งแรงขึ้น

• การฝึกฝน

การเตรียมตัว ก่อนการฝึกต้องมีการเตรียมร่างกาย คือ มีการยืดกล้ามเนื้อและบริหารข้อต่างๆ สักครู่หนึ่งก่อนทำการฝึก ในแต่ละท่า ควรทำซ้ำ 10-20 ครั้ง ก่อนทำท่าต่อไป

ท่าที่ 1 ปรับลมปราณ วางเท้าแยกกันด้วยความกว้างเสมอไหล่ ปรับเท้าชี้ตรงไปข้างหน้า วางมือทั้ง 2 ไว้ข้างๆ ค่อยๆ หงายฝ่ามือแล้วยกขึ้นผ่านทรวงอกมาถึงระดับคาง หายใจเข้าช้าๆ แล้วคว่ำฝ่ามือ ลดมือลงจนถึงระดับเอวจึงย่อเข่า จังหวะนี้หายใจออกช้าๆ

ท่าที่ 2 ยืดอกขยายทรวง จากท่าที่ 1 ซึ่งยังย่อเข่าอยู่ คว่ำฝ่ามือแล้วค่อยๆ ยกขึ้นมาด้านหน้าจนถึงระดับอก จึงแยกฝ่ามือขยายออกไปจนสุดแขน หายใจเข้าช้าๆ เมื่อฝ่ามือกาง จนสุด แล้วค่อยๆ ดึงกลับมาในทิศทางเดิม ลดฝ่ามือมาไว้ข้างลำตัว ย่อเข่า จังหวะนี้หายใจออกช้าๆ

ท่าที่ 3 อินทรีย์ทะยานฟ้า จากท่าที่ 2 กางแขนออกทางด้านข้าง เหยียดขาตรงกางแขนขึ้นไปเหนือศีรษะ หายใจเข้า ลดแขนลงมาข้างๆ หายใจออก

ท่าที่ 4 ลมปราณซ่านกายา จากท่าที่ 3 ตวัดช้อนมือจากด้านข้าง เสมือนเอาพลังจากธรรมชาติเข้ามาในร่างกายหงายฝ่ามือยกขึ้นจนถึงระดับคางแล้วคว่ำฝ่ามือ ลดฝ่ามือลง พอถึงระดับเอวก็ย่อเข่า (หากเป็นท่าจบเมื่อลดฝ่ามือลงก็มาวางข้างลำตัว ไม่ต้องย่อเข่า) การวางจิตใจ ให้วางไว้ที่ฝ่ามือและฝ่าเท้าทั้งสองข้าง

แต่ละท่าให้ทำซ้ำๆ กัน 5-10 นาที ก่อนจะทำท่าต่อไป จนครบเวลาในการฝึก ควรทำท่าที่ 1 ติดต่อกัน 5-10 นาที สำหรับผู้เริ่มต้นฝึก ต่อมาจึงทำท่าอื่นๆ โดยใช้เวลารวมกัน 20-30 นาที วันละ 1-2 ครั้ง


เตรียมตัวฝึกท่าบริหารชี่กง

• การเตรียมตัว

1. สวมใส่เนื้อผ้าที่สบาย ยืดหยุ่นดี
2. ไม่ควรสวมใส่รองเท้าให้เท้าเปล่าสัมผัสพื้นสนามหญ้า
3. วางเท้าด้วยความกว้างเสมอไหล่ ปลายเท้าชี้ตรง
4. กระตุ้นจุดทั้ง 6 ท่าละ 5 ครั้ง เป็นอย่างน้อย
5. บริหารข้อต่างๆ เช่น ไหล่ ศอก ข้อมือ สะโพก เข่า ข้อเท้า

• กระตุ้นจุดทั้ง 6

ได้แก่... ทรวงอก คอหอย หว่างคิ้ว กระหม่อม สะดือ และก้นกบ

1. ทรวงอก

ท่าที่ 1

1. บิดทรวงอกตามแขนทั้ง 2 ข้าง ไปทางซ้ายและขวา
2. บิดไปทางซ้ายหายใจเข้า ทางขวาหายใจออก
3. จิตใจวางไว้ที่กลางทรวงอก

ท่าที่ 2

1. แยกแขนออกทั้ง 2 ข้าง ดึงศอกไปข้างหลังแล้วหุบเข้ามาด้านหน้า
2. หายใจเข้าเมื่อแยกศอก หายใจออกเมื่อหุบเข้ามา
3. จิตใจวางไว้ที่กลางทรวงอก

ท่าที่ 3

1. มือจับกัน ล็อกเอาไว้
2. โยกศอกขึ้นบนลงล่าง สลับกัน
3. จิตใจวางไว้ที่ทรวงอก


2. คอ

ท่าที่ 1

1. หันหน้าไปทางซ้าย และขวา
2. หันหน้าไปทางซ้ายหายใจเข้า ทางขวาหายใจออก
3. จิตใจวางไว้ที่คอหอย

ท่าที่ 2

1. เอียงศีรษะไปทางซ้ายและขวา
2. หายใจเข้า-ออกตามจังหวะ
3. จิตใจวางไว้ที่คอหอย

ท่าที่ 3

1. แหงนคอไปข้างหลังหายใจเข้า
2. เวลาก้มคอหายใจออก
3. จิตใจวางไว้ที่คอหอย


3. หว่างคิ้ว

ท่าที่ 1

1. กลอกตาไปทางซ้ายและขวา
2. หายใจเข้า-ออกตามจังหวะ
3. จิตใจจับอยู่ที่กลางหว่างคิ้ว

ท่าที่ 2

1. กลอกตาขึ้นบน ลงล่าง
2. หายใจเข้ากลอกตาขึ้น หายใจออกกลอกตาลง
3. จิตใจอยู่ที่หว่างคิ้ว

ท่าที่ 3

1. กลอกตาตามเข็มนาฬิกา หายใจเข้า
2. กลอกตาทวนเข็มนาฬิกา หายใจออก
3. จิตใจอยู่ที่หว่างคิ้ว


4. กระหม่อม

1. ประสานมือทั้ง 2 ข้าง นิ้วชี้ และนิ้วกลางชี้ออก
2. ยกมือที่ประสานกันขึ้น หายใจเข้า
3. ลดมือลง หายใจออก
4. จิตใจวางไว้ที่กระหม่อม


5. สะดือ

ท่าที่ 1

1. มือเท้าสะเอว บิดเอวไปทางซ้าย หายใจเข้า
2. บิดเอวไปทางขวา หายใจออก
3. จิตใจวางไว้ที่สะดือ

ท่าที่ 2

1. แอ่นไปข้างหลัง หายใจเข้า
2. ก้มตัวมาข้างหน้า หายใจออก
3. จิตใจวางไว้ที่สะดือ

ท่าที่ 3

1. หมุนเอวในทิศตามเข็มนาฬิกา หายใจเข้า
2. หมุนเอวในทิศทวนเข็มนาฬิกา หายใจออก
3. จิตใจวางไว้ที่สะดือ


6. ก้นกบ

1. ย่อเข่าลง หายใจออก
2. เหยียดเข่าขึ้น หายใจเข้า
3. จิตใจวางไว้ที่ก้นกบ


>> BACK <<