โรคกระดูกพรุน

1. บทนำ

เมื่อสตรีเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนแล้ว จะเกิดภาวะต่างๆตามมา ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเสื่อมโทรมของร่างกายตามกาลเวลา อันเช่น ภาวะที่เกิดขึ้นกับอวัยวะสืบพันธุ์ เช่น ช่องคลอดแห้ง ปัสสาวะบ่อยขึ้น ปัสสาวะเล็ด เนื้อจากเยื่อบุต่างๆบางลง ขณะเดียวกัน ผิวหนังจะแห้ง มีอาการคัน ทายาหรือครีมก็ไม่หาย

อาการที่สำคัญ คือ การเปลี่ยนแปลงของกระดูก สืบเนื่องจากฮอร์โมนเอสโตรเจนลดลง คือ กระดูกจะบางลง ซึ่งเป็นอาการเบื้องต้นของภาวะที่เรียกกันว่า “โรคกระดูกพรุน”

2. กระดูก

กระดูกนับได้ว่าเป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดของร่างกาย คือพบได้ตามร่างกายทุกแห่ง กระดูกเป็นส่วนประกอบของร่างกายที่มีความสำคัญต่อการทำงานของร่างกายอย่างมาก ทำหน้าที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย เป็นที่ยึดเกาะของกล้ามเนื้อ  ช่วยให้ร่างกายสามารถคงรูปร่างตามปกติได้ นอกจากนี้ยังมีความสำคัญต่ออิริยาบถต่างๆของคนเรา ทำให้เราสามารถนั่ง เดิน วิ่ง ตามปกติได้ หากปราศจากกระดูกหรือกระดูกไม่แข็งแรงแล้ว ร่างกายจะไม่สามารถทำหน้าที่เหล่านี้ได้ (บุญส่ง องค์พิพัมนกุล และคณะ 2543: 23) อีกทั้งยังช่วยปกป้องอวัยวะภายในที่สำคัญ เช่น ปอด สมอง และยังเป็นแหล่งผลิตเม็ดเลือดชนิดต่างๆ รวมทั้งเป็นแหล่งสะสมแร่ธาตุแคลเซียม (สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร และคณะ 2543: 1)


นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งสะสมแคลเซียมที่ใหญ่ที่สุดในร่างกาย ปกติร่างกายของคนเราต้องการแคลเซียมเพื่อให้การทำงานของอวัยวะต่างๆในร่างกายเป็นไปได้อย่างปกติ  แคลเซียมที่ร่างกายต้องการนี้นอกจากได้มาจากอาหารที่รับประทานในแต่ละวันแล้วยังเก็บสะสมไว้ในกระดูก เมื่อร่างกายต้องการใช้แคลเซียมมากขึ้น ร่างกายก็สามารถดึงแคลเซียมออกมาจากกระดูกมาใช้ได้ทันท่วงที เมื่อร่างกายต้องการลดลงก็สามารถเก็บไว้ในกระดูกเพื่อนำมาใช้ในภายหลังได้ (สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร และคณะ 2543: 1)

2.1 แคลเซียม

แคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่พบบนพื้นผิวโลกมากเป็นอันดับที่ 5  เรารู้จักแคลเซียมตามผืนดินในรูปของหินปูน ในน้ำก็มีแคลเซียม ไม่ว่าจะเป็นในแม่น้ำ ในบึง ล้วนมีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบ ในเมื่อดินและน้ำมีแคลเซียมปนอยู่มาก พืชที่ปลูกอยู่ในดินก็จะมีแคลเซียมอยู่ตามส่วนต่างๆของพืช สัตว์ที่กินพืชเป็นอาหารจึงได้รับแคลเซียมจากดินและน้ำทางอ้อมผ่านทางวัฎจักรห่วงโซ่อาหาร นมวัวก็มีแคลเซียมมากเนื่องจากวัวได้รับแคลเซียมจากหญ้าที่รับประทานเข้าไป ธัญพืชทั้งหลายก็ต่างมีแคลเซียมเป็นส่วนประกอบจำนวนมาก ดังจะเห็นได้จากการประยุกต์ใช้ธัญพืชเข้ากับอาหารประเภทต่างๆ หรือแม้แต่การเชิญชวนให้ประชาชนหันมาบริโภคธัญพืช (ลลิตา ธีระสิริ 2540: 41-42)


เนื้อกระดูกประกอบด้วยแร่ธาตุชนิดต่างๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นธาตุแคลเซียม ประมาณร้อยละ 90 นอกจากนี้ยังประกอบไปด้วยสารโปรตีนต่างๆ เช่น คอลลาเจน และน้ำ ดังนั้นแคลเซียมจึงเป็นแร่ธาตุที่สำคัญที่จำเป็นต่อสุขภาพของกระดูก

2.2 กระบวนการสร้างกระดูก

การสร้างกระดูก ก็คือการตกผลึกของแคลเซียมฟอสเฟตในโครงร่างที่เป็นโปรตีนของกระดูก ร่างกายของเราจะสร้างกระดูกจำนวนมากเมื่อครั้งเรายังเป็นเด็ก แคลเซียมฟอสเฟตจะเข้าไปเกาะทำให้ กระดูกมีการแข็งตัว มีความแข็งแรง และสามารถงอกยาวต่อไปได้ เนื้อกระดุกที่อยู่ด้านในจะสลายตัวเอาแคลเซียมลำเลียงไปใช้ยังส่วนอื่นของร่างกาย จะเห็นได้ว่า ในขณะที่กระดูกขยายออกด้านนอก ด้านในที่เป็นรูกลวงก็จะใหญ่ขึ้น เป็นที่อยู่ของไขกระดุกอันมีหน้าที่สร้างเม็ดเลือด (ลลิตา ธีระสิริ 2540: 53-55)


ในเนื้อกระดูกมีโครงสร้างเป็นเซลล์สร้างกระดูก หรือ “ออสติโอบคลาส” (Osteoblast) ซึ่งรับเอาแคลเซียมมาปูลาดลงไปบนโครงร่างโปรตีนและทำให้กระดูกหนาขึ้นทางด้านนอก ส่วนด้านในมีเซลล์ “ออสติโอคลาส” (Osteoclast) ทำหน้าที่สลายกระดูกเอาแคลเซียมออกไปใช้ ในทุกครั้งที่มีการสร้างก็จะมีการกร่อนไปพร้อมๆกัน


กระดูกเป็นอวัยวะที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยปกติเนื้อเยื่อกระดูกจะมีอายุขัย มีการเสื่อมสลายหมดสภาพไป กระดูกของร่างกายที่มีการใช้งานตลอดเวลาย่อมมีการสึก กลายเป็นกระดูกเก่าที่ผุกร่อนได้ง่าย (Fatigue damage) เซลล์กระดูกที่ทำหน้าที่ย่อยสลายจะทำงานย่อยสลายกระดูกทีละน้อย ขณะเดียวกันเซลล์สร้างกระดูกจะทำหน้าที่สร้างเนื้อเยื่อกระดูกขึ้นใหม่ทดแทนอยู่ตลอดเวลา หรือที่เรียกว่า กลไกการย่อยสลายกระดูกเก่าและสร้างกระดูกใหม่ขึ้นแทนที่ (Bone turnover) (นิมิต เตชไกรชนะ 2545: 55-58)


 

 

 ในวัยเด็กขบวนการสร้างจะมีมากกว่าขบวนการสลายทำให้กระดูกมีการเติบโตเพิ่มขึ้น จนกระทั่งอายุราว 20 – 25 ปี ขบวนการทั้งสองนี้จะมีความสมดุลย์กัน เนื้อกระดูกจะมีปริมาณคงที่จนอายุราว 30 – 35 ปี ขบวนการสลายจะมากกว่าขบวนการสร้าง ทำให้เนื้อกระดูกลดลงอย่างช้าๆ ประมาณปีละ 0.5 – 1 % ตลอดเวลา ในเพศหญิงช่วงวัยหมดประจำเดือนใหม่ๆ การลดลงของเนื้อกระดูกจะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ร้อยละ 1 – 5 % ต่อปี ในระยะ 5 ปีแรก หลังจากนั้นจะลดลงอย่างช้าๆไปตลอดชีวิต ดังนั้นจะเห็นได้ว่าโรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นการเกิดขึ้นตามอายุขัยที่มากขึ้น และจะเกิดก่อนวัยอันสมควร


เมื่อวัยหมดระดู ระดับของเอสโตรเจนในเลือดซึ่งเป็นตัวที่ช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์สลายกระดูกย่อยสลายเนื้อกระดูกมากเกินไปนั้นจะลดลง ไม่มีตัวคอยยับยั้ง เจ้าเซลล์สลายกระดูกจึงทำงานของมันอย่างขยันขันแข็ง จนทำให้มีการสูญเสียกระดูกมากขึ้นในวัยหมดระดู  ความหนาแน่นของกระดูก (Bone density) หรือที่เรียกกันว่ามวลกระดูก (Bone mass) จะลดลงมากกว่าปกติ โดยอาจสูญเสียได้มากถึงร้อยละ 3 – 5 ต่อปีในขณะที่อัตราทั่วไปคือปีละร้อยละ 1 เท่านั้น (นิมิต เตชไกรชนะ 2545: 59)

 3. โรคกระดูกพรุน

นิยามของโรคกระดูกพรุนนั้น มีมากมายหลายคำพูด แต่ในแต่ละทฤษฎีจะมีความเกี่ยวข้องกัน บุญส่ง องค์พิพัมนกุล (2543: 23-24) รองศาสตราจารย์นายแพทย์ หน่วยวิชาต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ได้ให้นิยามของโรคกระดูกพรุนไว้ว่า

โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่กระดูกมีน้อยลงจนทำให้กระดูกเปราะและหักง่ายแม้ได้รับการกระทบกระแทกเพียงเล็กน้อย สาเหตุของโรคกระดูกพรุนมีหลายอย่าง แต่ที่พบมากที่สุดคือ เกิดจากสตรีวัยหมดประจำเดือนที่ขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนจากรังไข่ สตรีหมดประจำเดือนไม่ว่าจะหมดตามธรรมชาติหรือเพราะผ่าตัดตัดรังไข่ออกทั้งสองข้าง ก็จะทำให้กระดูกมีการสึกหรอมากขึ้น การที่เนื้อกระดูกน้อยลงนี้ หากเป็นมากพอจะทำให้กระดูกเปราะจนเป็นโรคกระดูกพรุน...

  ในขณะที่ สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร (2543: 1) อาจารย์นายแพทย์ หน่วยวิชาต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม์ ภาควิชาอายุศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็ได้ให้นิยามของโรคกระดูกไว้อีกแบบว่า

โรคกระดูกพรุน คือภาวะที่กระดูกมีความแข็งแกร่งทนทานลดลง อันเนื่องมาจากเนื้อกระดูกบางลงจนเป็นเหตุให้เกิดการแตก หัก ยุบตัวลงได้ง่าย โรคกระดูกพรุนนับว่าเป็นปัญหาสำคัญของทั่วโลก เนื่องจากคนส่วนใหญ่มีอายุยืนยาวมากขึ้น ขณะที่กระดูกเสื่อมสภาพไปตามอายุ อีกทั้งสังคมปัจจุบันมีส่วนส่งเสริมให้กระดูกมีสภาพที่เสื่อมเร็วกว่าที่ควร เช่น การใช้ชีวิตในสังคมเมืองไม่ค่อยได้มีการออกกำลังกาย การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การรับประทานอาหารแคลเซียมต่ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนไทย สิ่งต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยส่งเสริมให้เกิดโรคกระดูกพรุนจนเป็นเหตุให้กระดูกหักได้ง่าย เมื่อเกิดกระดูกหักจะเกิดความเจ็บปวด ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ อาจะเกิดภาวะทุพพลภาพตามมา ส่วนใหญ่ใช้เวลารักษานาน สูญเสียทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก

จะเห็นได้ว่า ปัญหาโรคกระดูกพรุนไม่ใช้เพียงปัญหาสุขภาพเพียงเท่านั้น แต่ยังส่งผลถึงสถานะของครอบครัว และสภาวะทางเศรษฐกิจอีกด้วย กับเงินตราที่หมดไปกับค่ารักษา และการดูแลสุขภาพของผู้ที่อยู่ในสภาวะกระดูกพรุน


 


         3.1 ปัจจัยเสี่ยงที่ก่อให้เกิดโรคกระดุกพรุน

    ปัจจัยในการก่อให้เกิดโรคกระดูกพรุนนั้น มีทั้งปัจจัยที่เราสามารถควบคุม หรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดได้ และปัจจัยทางธรรมชาติที่ต้องปล่อยให้เป็นไปแบบนั้น หากจะสรุปให้เข้าใจง่ายจะได้ตามนี้
    ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวการณ์เกิดโรคกระดูกพรุน

    แคลเซียมเป็นธาตุที่สำคัญมากในการสร้างมวลกระดูก คนที่ได้รับแคลเซียมเพียงพอสะสมมาตั้งแต่เด็กก็มักจะมีมวลกระดูกมากกว่า โอกาสเป็นภาวะกระดูกพรุนน้อยกว่า โอกาสกระดูกหักจึงลดลงตาม
    จากงานวิจัย พบคนไทยกินแคลเซียมเพียงเฉลี่ยคนละ 300 – 400 มิลลิกรัมต่อวัน ในขณะที่ความเป็นจริงควรกินประมาณ 1,200 – 1,500 มิลลิกรัมต่อวัน


    ภาวะกระดูกพรุนในประเทศไทยพบได้ปานกลาง ทั้งที่ปริมาณแคลเซียมที่ได้รับคาดว่าน่าจะพบจำนวนที่สูงกว่านี้
    เชื่อว่านอกจากเพราะลำไส้คนไทยดูดซึมแคลเซียมได้ดีแล้ว การกินโปรตีนและเกลือแกงน้อยกว่าคนต่างชาติเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนไทยดูดซึมแคลเซียมได้มากขึ้น การขับถ่ายแคลเซียมออกทางปัสสาวะจึงน้อยลง

    มีหน้าที่ช่วยดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ ควบคุมการขับถ่ายแคลเซียมในไต และควบคุมการสะสมแคลเซียมในเนื้อกระดูก การขาดวิตามินดีทำให้กระดูกพรุน คนไทยไม่ค่อยขาดวิตามินดี เพราะผิวหนังสามารถสร้างวิตามินดีจากแสงแดดได้ ต่างจากคนในประเทศที่มีแสงแดดน้อย

    การเล่นกีฬาหรือออกกำลังกายชนิดลงน้ำหนัก เช่น เล่นฟุตบอล บาสเกตบอล วิ่ง กระโดด ฯลฯ ช่วยเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก ช่วยลดการสูญเสียมวลกระดูกแม้เข้าสู่วัยทอง

    คนที่มีชีวิตเครียด ไม่ได้พักผ่อน สูบบุหรี่ ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ มีโอกาสกระดูกพรุนสูงแม้ยังไม่เช้าสู่วัยทอง

    เช่น บางคนที่มีพันธุกรรมดี ก็สามารถสะสมมวลกระดูกได้สูงกว่าคนอื่น ในขณะที่บางคนมีมวลกระดูกสูงสุดภายใต้เพดานที่จำกัด ถึงจะพยายามพัฒนาอย่างไรก็ขึ้นได้สูงสุดไม่มาก

    ในผู้ที่ทำงานใช้แรงกายหรือออกกำลังกายชนิดที่ต้องแบกรับน้ำหนัก (Weight-bearing exercise) อยู่เป็นประจำ ก็จะมีการเพิ่มขึ้นของมวลกระดูกสูงสุดได้มากกว่าคนที่ใช้ชีวิตแบบนั่งๆ นอนๆ (Sedentary lifestyle)

    เช่น ได้รับแคลเซียมในปริมาณที่พอเหมาะก็จะช่วยให้การเพิ่มขึ้นของมวลกระดูกเป็นไปได้อย่างเต็มศักยภาพในบุคคลนั้นๆ

    เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ดื่มกาแฟมากเกินขนาด ก็มีผลทำให้สูญเสียแคลเซียมมากขึ้น ทำให้การเพิ่มขึ้นของกระดูกในวัยสาวไม่มากเท่าที่ควร

    การมีโรคเรื้อรังบางชนิด เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ โดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง หรือการที่ต้องรับประทานยาบางชนิดเป็นระยะเวลานาน เช่น ยาจำพวกสเตอรอยด์ ก็จะทำให้มีการสูญเสียกระดูกมากขึ้น เช่นกัน

    เช่น เป็นอัมพฤกษ์  ลมวิงเวียน หูอื้อ

    เช่น ภูมิแพ้ที่ต้องรับสารสเตียรอยด์ โรคไขข้ออักเสบรูมาทอยด์

    ดังนั้นผู้ที่มีพื้นฐานทางพันธุกรรมทางพันธุกรรมที่ดี และมีพฤติกรรมสุขภาพที่เหมาะสม ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บที่จะมีผลต่อการพัฒนาของกระดูก จะมีการเพิ่มขึ้นของมวลกระดูกได้ขึ้นถึงขีดสูงสุดเท่าที่จะมีภายใต้ข้อจำกัดทางพันธุกรรม

    อย่างไรก็ดี พื้นฐานทางพันธุกรรมเป็นเพียงปัจจัยส่วนหนึ่งเท่านั้น พฤติกรรมการกินอาหารและการใช้ชีวิตเป็นปัจจัยหลักของการสร้างภูมิคุ้มกันโรคกระดูกพรุนได้ (นิมิต เตชไกรชนะ 2545: 60-61)

3.2 บุคคลที่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน


จะเห็นได้ว่าสตรีที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุนทั้งหลาย ได้แก่ สตรีที่มีรูปร่างผอมบาง น้ำหนักตัวน้อยกว่ามาตรฐาน หรือค่าดัชนีมวลกายที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Body mass index (BMI) ต่ำกว่า 19 ซึ่งในระดับมาตรฐานควรเป็น 19 – 24


สตรีกลุ่มอื่นๆที่มีความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุน ได้แก่
– สตรีที่หมดประจำเดือนก่อนกำหนด (กล่าวคือ หมดระดูก่อนอายุ 40 ปี) ไม่ว่าจะเกิดขึ้นเอง (Autoimmune diseases) ได้รับการฉายรังสีที่รังไข่เพื่อรักษาโรคมะเร็ง (Radiotherapy) หรือได้รับยาเคมีบำบัด (Chemotherapy)
– สตรีที่ได้รับการผ่าตัดเอารังไข่ออกทั้งสองข้างตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ไม่ได้รับฮอร์โมนทดแทนใดๆ
– สตรีที่สูบบุหรี่
– สตรีที่รับประทานยาสเตอรอยด์เป็นประจำ
– สตรีที่มีโรคเรื้อรังบางประเภท เช่น ไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) และไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง เป็นต้น


สตรีในกลุ่มดังกล่าวนี้ มักเป็นกลุ่มที่มีการสูญเสียกระดูกอย่างรวดเร็ว ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ควรหาทางป้องกันแก้ไข หรือควบคุมภาวะที่ผิดปกติดังกล่าวให้กลับมาใกล้เคียงปกติ การกร่อนของกระดูกก็อาจจะชะลอลงจนอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่เป็นอันตรายมากเกินไป หรืออาจจะดีกว่าเดิมก็เป็นได้


สภาพของสตรีในกลุ่มนี้ กล้ามเนื้อก็จะเริ่มฝ่อเหี่ยวและอ่อนแรง ทำให้การเคลื่อนไหวหรือกลไกการป้องกันตนขณะล้ม ช้าลง แถมบริเวณกระดูกสะโพก ซึ่งในวัยสตรีวัยสาวมักมีไขมันที่เรียกว่า Fat pad ห่อหุ้มโดยรอบกระดูกเพื่อกระจายแรงกระแทกไปบริเวณกว้าง ทำให้แรงกระแทกไม่รวมศูนย์อยู่ที่จุดๆเดียว แต่ในสตรีสูงอายุ ไขมันและกล้ามเนื้อบริเวณสะโพกมันจะเหี่ยวลีบ ทำให้แรงกระแทกพุ่งเข้าสู่กระดูกสะโพกโดยตรงเมื่อหกล้ม เนื้อกระดูกที่มีอยู่ก็จะเป็นกระดูกเก่า คุณภาพลดลง เปราะหักง่ายแม้จะโดนเพียงแรงกระแทกเบาๆ (นิมิต เตชไกรชนะ 2545: 63-65)

 

    3.3 การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุน


      การวินิจฉัยโรคกระดูกพรุนมีหลายวิธี อย่างไรก็ตามวิธีที่เป็นที่นิยมและมีความแม่นยำที่สุดคือวินิจฉัยจากการวัดความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mineral Density Mea Surement) โดยใช้เครื่อง DEXA (Dual Energy X-ray Absorptionmetry) มีวิธีการตรวจคือ วัดความหนาแน่นของกระดูกที่กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก กระดูกต้นขา ปลายกระดูกข้อมือ และนำค่าที่ได้ไปเปรียบเทียบกับค่าปกติในเพศและอายุช่วงเดียวกันถ้ากระดูกมี Bone Mineral Density (BMD) < 1.00 gm/cm2 จะมีโอกาสกระดูกหักได้ง่าย


      นอกจากนี้แล้วประชากรในวัยสาวยังสามารถใช้การวินิจฉัยภาวะกระดูกพรุนเมื่อ BMD< 2.5 SD (Standard Diviation) โดยวัดความหนาแน่นกระดูก 2 ครั้งห่างกัน 1-2 ปี เพื่อช่วยในการคาดการณ์หรือพยากรณ์โรคกระดูกพรุนได้ วิธีการนี้ช่วยประกอบการตัดสินใจในการป้องกันหรือวางแผนการรักษาโรคกระดูกพรุนต่อไป


      การแบ่งกระดูกตามค่ามวลกระดูกแบ่งกระดูกออกเป็น 4 ชนิดดังนี้
      3.3.1 กระดูกปกติ (normal bone)
      คือกระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ในช่วง 1 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานใต้ต่อค่าเฉลี่ยของสตรีวัยเยาว์ที่มีค่ามวลกระดูกสูงสุด

      3.3.2 กระดูกโปร่งบาง (osteopenia)
      คือกระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ระหว่างช่วง 1-2.5 ความเบี่ยงเบนมาตรฐานใต้ต่อค่าเฉลี่ยของสตรีวัยเยาว์ที่มีค่ามวลกระดูกสูงสุด
      3.3.3 กระดูกพรุน (osteoporosis)
      คือกระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ใต้ต่อค่าเฉลี่ยของสตรีวัยเยาว์ที่มีค่ามวลกระดูกสูงสุด 2.5 หรือต่ำกว่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน
      3.3.4 กระดูกพรุนอย่างรุนแรง (severe or established osteoporosis)
      คือกระดูกที่มีค่ามวลกระดูกอยู่ใต้ต่อค่าเฉลี่ยของสตรีวัยเยาว์ที่มีค่ามวลกระดูกสูงสุดต่ำกว่า 2.5 เท่าของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานร่วมกับมีกระดูกหัก (ศุภศิลป์ สุนทราภา [ม.ป.ป.])

       

    3.4 อาการของโรคกระดูกพรุน

    โรคกระดุกพรุนและมีการทรุดตัวของกระดุกหรือการหักของกระดูกส่วนต่างๆจะก่อให้เกิดผลต่างๆ เช่น หลังค่อมโค้งงอ เตี้ยลง ซึ่งมีผลทางอ้อมให้ทรวงอกคับแคบ หายใจไม่สะดวก ถ้าเป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจ เช่น ไข้หวัด อาจลามไปเป็นโรคปอดอักเสบได้ง่ายขึ้น หลังค่อม ยังทำให้ช่องท้องคับแคบ รับประทานอาหารได้น้อย อิ่มเร็ว ท้องอืดง่าย


    นอกจากนี้ การที่หลังค่อมโค้งอยู่เป็นเวลานานๆ ทำให้เกิดรอยพับตรงผิวหนังระหว่างช่วงอกและช่องท้อง จึงอาจเกิดผิวหนังอักเสบ เป็นเชื้อราในบริเวณนั้นได้ เนื่องจากชื้นจากการหมักหมมของเหงื่อไคลเป็นเวลานาน  (นิมิต เตชไกรชนะ 2545: 55-56)


    อาการสำคัญ คือปวดกระดูก บริเวณที่มีความผิดปกติ มักเกิดกับกระดูกที่ต้องรับน้ำหนัก เช่น กระดูกสันหลัง กระดูกสะโพก เป็นต้น


    กรณีข้อกระดูกสันหลัง การหักยุบตัวอาจะเกิดอย่างเฉียบพลัน เช่นภายหลังยกของหนักหรือหกล้มก้นกระแทก เป็นต้น จะเกิดอาการปวดหลัง เคลื่อนไหวขยับตัวแล้วจะปวดมาก ผู้ป่วยมักนอนนิ่งๆ อาจสังเกตว่ากระดูกสันหลังโก่งนูนออก ผู้ป่วยจำนวนมากจะมีการหักยุบตัวอย่างช้าๆ ต่อเนื่องเป็นเวลานาน โดยจะสังเกตพบว่าความสูงลดลงเรื่อยๆ หลังจะโก่งค่อม มีอาการปวดหลังเรื้อรัง เป็นต้น


    กระดูกข้อสะโพกหักนั้นส่วนใหญ่พบได้ในผู้สูงอายุ ในวัย 70 ปีขึ้นไป มักเกิดกับคนที่รูปร่างผอม ไม่มีไขมันบริเวณสะโพก มีปัญหาทางด้านประสาทและการทรงตัว หรือมีความผิดปกติของสายตา มักเกิดขึ้นในท่าหกล้มทางด้านข้าง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดสะโพก เดินไม่ได้ โรคนี้จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดเปลี่ยนข้อกระดูก ซึ่งเสียค่าใช้จ่ายๆ และมักมีภาวะทุพพลภาพตามมา ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเสียชีวิตภายหลังกระดูกสะโพกหักในระยะ 1 – 2 ปี (สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร และคณะ 2543: 3)

    3.5 ภาวะกระดูกพรุน

      ภาวะกระดูกพรุนนี้ แบ่งออกได้ทั้งหมด 2 ระยะ ได้แก่

      3.5.4  ภาวะกระดูกพรุนแบบปฐมภูมิ (Primary Osteoporosis)

      พบในหญิงวัยหมดประจำเดือน ส่วนใหญ่เกิดกับผู้หญิงอายุประมาณ 60 – 70 ปี ภายหลังจากการหมดประจำเดือนไปประมาณ 10 ปี คนวัยนี้จะพบว่ากระดูกสันหลังแตกได้ง่าย รวมทั้งกระดูกส่วนอื่นของร่างกาย นอกจากนี้อาจมีอาการอื่นๆร่วมด้วย เช่น ปวดหลัง ทั้งชนิดเฉียบพลันและเรื้อรัง เดินหลังค่อม หรืออาการหลังแข็ง


      และยังพบในผู้สูงอายุ (senile osteoporosis) ทั้งเพศหญิงและเพศชาย โดยสูญเสียมวลกระดูกที่สำคัญของร่างกาย ทำให้กระดูกสะโพก กระดูกสันหลังแตกหักได้ง่าย การที่สะโพกแตกหักจะทำให้ไม่สามารถยืนหรือทำอะไรด้วยตัวเองได้  จนในที่สุดอาจถึงแก่ชีวิต ส่วนการที่กระดูกสันหลังแตกหักทำให้เกิดอาการปวดหลัง หรือมีอาการหลังแข็ง จนไปถึงการเดินหลังโก่ง

      3.5.5  ภาวะกระดูกพรุนแบบทุติยภูมิ (Secondary Osteoporosis)

      พบใน ผู้ที่มีพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของกระดูก เช่น
      - ขาดสารแคลเซียม
      - รับประทานยาบางชนิด โดยเฉพาะยาประเภทสเตียรอยด์
      - ละเลยการออกกำลังกาย
      - สูบบุหรี่จัด ดื่มสุราหนัก
      - เจ็บป่วยด้วยโรคบางชนิด เช่น มะเร็งที่กระดูก หรือ ฮอร์โมนที่ร่างกายผิดปกติ ฯลฯ
      (กองบรรณาธิการใกล้หมอ 2549: 16-17)

    3.6 อันตรายจากโรคกระดูกพรุน

    ภาวะกระดุกพรุนส่งผลเสียต่อร่างกายดังนี้

    • กระดูกสันหลังยุบตัวลง ทำให้ปวดหลัง หลังค่อม ตัวเตี้ยลง
    • กระดูกแขนขาเปราะและหักง่าย บางรายอาจส่งผลเสียต่อกระดูกข้อมือ กระดูกสะโพก หรือกระดูกสันหลังทำให้พิการเดินไม่ได้
    • อาการแทรกซ้อนเมื่อกระดูกหัก เช่น ปอดบวม ติดเชื้อ แขนขาใช้งานไม่ได้ หรือร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต

    เพราะฉะนั้น การรักษากระดูกให้แข็งแรงอยู่เสมอเป็นสิ่งที่คนทุกวัยควรใส่ใจดูแล แม้ว่าส่วนใหญ่ภาวะกระดูกพรุนจะเกิดกับผู้สูงอายุ แต่การดูแลให้กระดูกมีความหนาแน่นแข็งแรงนั้นเป็นสิ่งที่ต้องทำตั้งแต่เด็กๆ สำหรับผู้สูงอายุก็ยังไม่สายเกินไปที่จะหันมาดูแลไม่ให้กระดูกสูญเสียความหนาแน่นนับตั้งแต่วันนี้ เพื่อผ่อนหนักให้เป็นเบา (ศุภศิลป์ สุนทราภา [ม.ป.ป.])

    3.7 วิธีการป้องกันโรคกระดูกพรุน

       การป้องกันภาวะกระดูกพรุนเป็นการเพิ่มเนื้อกระดูกให้มีความหนาแน่นสูงสุด และพยายามชะลอการสลายของเนื้อกระดูกให้เกิดขึ้นช้าที่สุด ในวัยรุ่นทำได้โดยการสะสมเนื้อกระดูกให้มากที่สุด ส่วนหญิงวัยใกล้หมดประจำเดือน ต้องพยายามรักษาปริมาณเนื้อกระดูกให้คงเดิมมากที่สุด และหลังหมดประจำเดือน ต้องชะลอการถดถอยของเนื้อกระดูกเพื่อลดความเสี่ยงการเกิดกระดูกหัก

    วิธีป้องกันภาวะกระดูกพรุน มีดังนี้

    • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ตามปริมาณที่แนะนำในธงโภชนาการ
    • รับประทานอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต กุ้งแห้งตัวเล็ก กุ้งฝอย เพื่อให้ปริมาณแคลเซียมมีเพียงพอต่อความต้องการของร่างกายในแต่ละวัน คือประมาณ 1,500 มิลลิกรัม ในผู้ใหญ่หรือผู้สูงอายุควรรับประทานนมพร่องไขมัน เพื่อป้องกันโรคไขมันในเลือดสูง อาหารที่มีปริมาณธาตุแคลเซียมสูง
    • รับประทานวิตามินดีเพื่อร่างกายจะได้สามารถดูดซึมแคลเซียมได้ดีขึ้น ซึ่งอาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่ นม เนยแข็ง เนย น้ำมันตับปลา และไข่ เป็นต้น หรืออาจหาแคลเซียมในรูปแบบอาหารเสริมมารับประทานก็ได้ แต่ต้องรับประทานหลังอาหารเพราะในช่วงนั้นจะสามารถกระตุ้นกรดในร่างกายในกระเพาะอาหารให้หลั่งออกมาย่อยแคลเซียมได้ และอีกวิธีหนึ่งคือ การตากแดดช่วยเพิ่มการสังเคระห์วิตามินดีทางผิวหนังได้เช่นกัน
    • ไม่รับประทานยาเคลือบกระเพาะอาหาร เพราะจะทำให้ร่างกายเกิดภาวะเป็นด่าง การดูดซึมแคลเซียมลดลง
    • รับประทานเนื้อสัตว์ให้มีปริมาณน้อย
    • หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด
    • หันมาออกกำลังกายให้เป็นกิจวัตร กลางแดดอ่อนๆช่วงเช้าหรือเย็น เพราะเมื่อออกกำลังกายระบบหัวใจและปอดจะมีประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มมากขึ้น ช่วยกระตุ้นการสร้างกระดูก กล้ามเนื้อแข็งแรง ช่วยเพิ่มเนื้อ กระดูกเพราะมีการแบกรับน้ำหนักบริเวณที่เราเคลื่อนไหว การทรงตัวจะดีตาม ไม่หกล้ม การออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนักพอสมควร จะมีผลกระตุ้นการสร้างกระดูก นอกจากนี้ยังช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรง หัวใจสูบฉีดโลหิตดีขึ้น ปอดทำงานได้ดี สุขภาพทั่วไปดีขึ้นจะป้องกันการหกล้มได้
    • หลีกเลี่ยงอาหารที่กรดไฟติกมาก เช่น รำข้าว ถั่วเปลือกแข็ง ผักที่มีกรดออกซาลิกมาก เช่น ผักปวยเล้งและผักพื้นบ้านไทยบ้างอย่าง อาทิ ผักติ้ว โดยสิ่งสำคัญอีกประการ คือ ควรลดอาหารและเครื่องดื่มที่จะต่อต้านการดูดซึมแคลเซียมของร่างกาย หรือเพิ่มการสูญเสียแคลเซียมออกทางปัสสาวะ
    • หยุดสูบบุหรี่ ดื่มสุรา ชากาแฟให้น้อยลง
    • หากใช้ยาสเตียรอยด์บางชนิด เช่น ยาลูกกลอน ควรปรึกษาแพทย์ก่อนจะดีที่สุด (กองบรรณาธิการใกล้หมอ 2549: 136-139)

     

    3.8 วิธีรักษาโรคกระดูกพรุน

    ปัจจุบันมียาจำนวนมากในท้องตลาดที่สามารถป้องกันและรักษาโรคกระดูกพรุน การที่จะเลือกใช้ยาชนิดใดนั้นควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งจะขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดโรค ความรุนแรงของโรค และผลดีผลเสียของการใช้ยาในผู้ป่วยแต่ละรายๆไป ตัวอย่างดังเช่น

    3.8.1 ยาเม็ดแคลเซียม

        การให้แคลเซียมในรูปแบบของยาเม็ดนั้นควรให้ในผู้ป่วยที่ไม่สามารถบริโภคอาหารที่มีแคลเซียมสูงได้ ปัจจุบันมีวางขายตามท้องตลาด บางชนิดมีราคาค่อนข้างแพง เพราะฉะนั้นก่อนจะรับประทานควรปรึกษาแพทย์ก่อน ในคนปกติ การได้รับแคลเซียมในปริมาณมากมักจะไม่มีปัญหา เนื่องจากแคลเซียมส่วนเกินจะถูกขับถ่ายออกมาในปัสสาวะและในอุจจาระ แต่ในผู้ป่วยที่มีโรคบางอย่าง เช่น โรคตับ โรคไต หรือโรคนิ่วในไต การรับประทานแคลเซียมมากไปอาจเกิดผลเสียได้

      3.8.2 วิตามินดี

        วิตามินดีในร่างกายส่วนใหญ่แล้วมาจากการสังเคราะห์ขึ้นเองจากผิวหนังเมื่อได้รับแสงแดด ในผู้ใหญ่วัยหนุ่มสาว การได้รับแสงแดดเพียง 1 – 2 ชั่วโมงก็อาจจะเพียงพอ แต่ในผู้สูงอายุที่มีความเจ็บป่วยนอนอยู่ในบ้านที่มีแสงสว่างน้อย หรือเป็นโรคของลำไส้อาจเกิดภาวะพร่องวิตามินดีได้

      3.8.3 ฮอร์โมนเอสโตรเจน

        เหมาะสำหรับสตรีในวัยหมดประจำเดือนหรือสตรีที่ได้รับการผ่าตัดรังไข่ออกทั้งสองข้างก่อนจะถึงวัยหมดประจำเดือน การให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนนั้นนอกจากจะช่วยป้องกันไม่ให้กระดูกพรุนแล้ว ยังมีประโยชน์ในด้านอื่น เช่น การป้องกันและรักษาความผิดปกติของระบบทางเดินปัสสาวะ ช่วยลดไขมันในเลือด รักษาสภาพด้านจิตใจ แต่มีโอกาสทำให้เกิดการเป็นมะเร็งเต้านมได้สูงกว่า หญิงที่มีประวัติครอบครัวเคยเป็นโรคมะเร็งเต้านมจึงควรระมัดระวังการใช้ฮอร์โมนตัวนี้

      3.8.4 คาลซิโตนิน

        เป็นฮอร์โมนที่สามารถยับยั้งการสลายตัวของกระดูก มีทั้งชนิดฉีดและพ่นทางจมูก สามารถเพิ่มเนื้อเยื่อกระดูกได้พอสมควร แต่มีราคาแพงเมื่อเทียบกับยาอื่นๆ มักใช้ในผู้ที่ไม่สามารถใช้ยาฮอร์โมนเอสโตรเจนได้ ชนิดฉีดนิยมใช้ลดอาการปวดเมื่อเกิดกระดูกหักใหม่ๆ ส่วนชนิดพ่นจมูกใช้รักษาระยะยาว

      3.8.5 บิสฟอสฟอเนต

        มีฤทธิ์ในการยับยั้งการสลายตัวของกระดูก โดยสามารถเพิ่มเนื้อเยื่อของกระดูกได้ดีและรวดเร็ว มีทั้งชนิดฉีดและรับประทาน ข้อเสียคือมีราคาค่อนข้างแพง และอาจจะเกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารได้ เนื่องจากยาดูดซึมได้น้อย จึงต้องรับประทานเมื่อตื่นนอนเช้าขณะท้องว่าง

      3.8.6 ฟลูออไรด์

      ฟลูออไรด์สามารถเพิ่มปริมาณของเนื้อเยื่อกระดูกได้อย่างรวดเร็ว แต่ทว่าไม่สามารถป้องกันกระดูกหักได้ ยานี้ยังอยู่ในระหว่างการศึกษาวิจัยถึงขนาดที่เหมาะสม

      3.8.7 ยาสร้างกระดูก

      เช่น พาราไทรอยด์ฮอร์โมน ใช้ฉีดใต้ผิวหนังวันละครั้ง สามารถลดภาวะกระดูกพรุนได้ดีมาก โดยไปกระตุ้นเซลล์สร้างกระดูกให้สร้างมวลกระดูก จึงเลือกใช้ในคนที่เป็นภาวะกระดูกพรุนอย่างรุนแรง มีประสิทธิภาพดี แต่ไม่ควรใช้งานนานเกิน 2 ปี เพราะจะเสี่ยงแก่การเป็นมะเร็งกระดูก (สมพงษ์ สุวรรณวลัยกร และคณะ 2543: 5-7)

4. สรุป

ปัญหาเกี่ยวกับโรคกระดูกพรุนและกระดูกหักเป็นเรื่องที่พบได้ตามสื่อต่างๆโดยมีภาพประกอบแสดงให้เห็นว่า เป็นปัญหาใหญ่อีกหนึ่งปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไข แต่หากเรามีสุขลักษณะอนามัยที่ดีตั้งแต่วัยเด็ก การบริโภคอาหารที่ถูกต้องมีคุณค่า การดูแลรักษาสุขภาพอนามัย เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงดูดซึมแคลเซียมไปเพื่อสร้างมวลกระดูกได้อย่างเพียงพอแล้ว โอกาสที่จะเกิดภาวะกระดูกพรุนแม้จะเข้าสู่วัยหมดประจำเดือนก็จะลดน้อยลง แม้แต่การวินิจฉัยโลกก็ควรวินิจฉัยเสียแต่เนิ่นๆ ไม่ควรรอจนกระดูกหักเสียก่อนจึงจะวินิจฉัยและรักษา เพื่อจะสามารถใช้ชีวิตในวัยทองได้อย่างมีความสุขด้วยโครงร่างของร่างกายที่สมบูรณ์

กลับหน้า main